2014.11.23
[OS] Behind III - ??? x Donghyuk
Couple: ??? x Donghyuk
Rate: PG13
Note: นะ... สุดท้ายมันก็เป็น OS ภาคต่อๆๆๆๆๆกันจนได้
เพราะโดนทวงบ่อยเหลือเกิน 555555555555555555555
จะบอกว่าตอนนี้คิดพล็อตเรื่องนี้ยาวๆๆๆจนจบแล้วด้วย
แต่จะมีเวลาพิมพ์แค่ไหนเดี๋ยวค่อยว่ากันเนอะ TwT
ปล. คนทวงเยอะมากแต่ไม่ค่อยเม้นเลยง่ะ แหะๆ
บางทีเราก็อยากรู้ว่าเป็นไงบ้าง ถ้าใครไม่สะดวกเม้นจริงๆ
ลองเล่นแท็กก็ได้นะคะ >< #OSBehind

เพื่อใครบางคน... คุณจะยอมทำทุกอย่างเพียงเพราะแค่อยากเห็นรอยยิ้มที่มีความสุขของเขาหรือเปล่า
คุณจะยอมปกป้องเขา... แม้ว่าการกระทำของคุณจะทำให้ใครต่างก็มองว่าคุณโง่หรือไม่
และถ้าหากว่าคุณยอม... คุณเคยลองถามตัวเองมั้ยว่าเป็นเพราะอะไร
ดวงตาคู่เรียวหม่นลงทันทีเมื่อมองไปยังแผ่นหลังกว้างของร่างสูงตรงหน้า แล้วจู่ๆ... หัวใจของเขาก็รู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมา ก็ลองคิดดูแล้วกันว่าขนาดตัวเขายังเป็นได้ถึงขนาดนี้ แล้วพี่ชายคนที่ยืนอยู่ข้างหน้าเขาจะเจ็บมากกว่าอีกตั้งซักเท่าไหร่กัน
นายไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้นะคิมดงฮยอก... แม้จะพยายามบอกตัวเองซ้ำๆอย่างนั้น แต่เด็กหนุ่มก็คงไม่อาจทำเป็นไม่สนใจมันได้เลย
คิมฮันบิน... ทำไมพี่ถึงยังยืนเหมือนคนโง่อยู่ได้ การฟังคนอื่นพลอดรักกันมันน่าสนุกนักหรือไง? ไม่สิ... คนอื่นที่ไหนกัน ในเมื่อคนที่อยู่ในห้องน้ำนั่นก็เป็นคนรักของร่างสูงที่กำลังหันหลังกลับมาอยู่แล้วนี่นา
ดูเหมือนพี่ฮันบินจะชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นเขายืนอยู่ด้านหลัง แต่ถึงอย่างนั้น... อีกฝ่ายก็ยังส่งยิ้มบางๆมาให้เขาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย... ยังจะทำเป็นเข้มแข็งอยู่อีก บ้าชะมัด
หลังจากเรื่องคืนนั้นผ่านไป ดงฮยอกก็เริ่มรู้สึกได้ถึงบรรยากาศแปลกๆระหว่างพี่ใหญ่ของวงอย่างคิมจินฮวานกับคิมฮันบินที่เอาแต่หักโหมงานไม่หยุดหย่อน
พี่ชายตัวเล็กดูเหมือนจะหงุดหงิดยิ่งกว่าเดิมที่คนรักไม่มีเวลาให้ แถมพี่ฮันบินก็ไม่ยอมเข้าไปเคลียร์อะไรเลย ได้แต่ปล่อยให้มันค้างคาอยู่อย่างนั้น แต่ถึงจะไม่มีเวลาให้ยังไง พี่จินฮวานก็ไม่เห็นต้องไปแอบมีอะไรกับคนอื่นลับหลังคนรักของตัวเองเลยนี่ น่าเกลียดชะมัด... บอกได้เลยว่าการกระทำของพี่ชายคนนั้นทำให้ดงฮยอกรู้สึกรังเกียจมากขึ้นทุกวันๆ
เพราะเขาเองนั่นแหละที่เป็นคนเห็นว่าพี่จีวอนกับพี่จินฮวานแอบหลบไปทำอะไรกันแทบทุกคืน ...เขาไม่ได้ตั้งใจจะเข้าไปสอดรู้สอดเห็น แต่มันก็บังเอิญบ่อยจนน่าตกใจ ยิ่งพี่ฮันบินกลับหอดึกมากขึ้นเท่าไหร่ สองคนนั้นก็มีโอกาสอยู่ด้วยกันมากขึ้นเท่านั้น
ถ้าเป็นแบบนี้แล้วก็น่าจะเลิกๆกันไปเลย เขาเดาว่าพี่ฮันบินคงไม่ได้บอกเรื่องคืนวันก่อนนั้นกับพี่จินฮวานหรอก แต่ฝ่ายนั้นก็เหลือเกิน... ทำไมถึงไม่เห็นความผิดปกติของแฟนตัวเองบ้าง ไม่เห็นรึไงว่าช่วงนี้พี่ฮันบินซึมมากแค่ไหน ข้าวปลาก็ไม่ยอมกินเพราะมัวแต่ซ้อม ไหนจะอาการป่วยที่เริ่มก่อตัวขึ้นมาทีละนิดอีก
แล้วมันจะเป็นไปได้มั้ยถ้าหากเขาจะแทรกตัวเข้าไปในความสัมพันธ์ของพี่ชายทั้งสองคนนั่น...
เดิมทีดงฮยอกคิดว่าเขาก็แค่เป็นห่วงพี่ฮันบินในฐานะน้องชายคนหนึ่งเท่านั้นเอง แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่แล้ว เขาอยาก... อยากดึงพี่ฮันบินออกมาจากตรงนั้นแล้วเป็นคนดูแลเอง ซึ่งถ้านั่นคือความรัก... ดงฮยอกคิดว่ามันก็คงเป็นความรักนั่นแหละ และแน่นอนว่าเขาต้องไม่อยากทนเห็นคนที่ตัวเองรักต้องทนทุกข์ทรมานแบบนั้นแน่
“พี่ครับ... ไหวรึเปล่า?” นานขนาดนี้แล้วทำไมถึงยังไม่ออกมาจากห้องน้ำอีกนะ ...ดงฮยอกพยายามเคาะประตูและเรียกคนที่อยู่ด้านในมาได้ซักพัก แต่ก็แทบไม่มีอะไรตอบกลับมานอกจากเสียงไอค่อกแค่กจนเขาเริ่มกังวลมากขึ้นทุกที ดึกขนาดนี้ทุกคนก็กลับหอกันหมดแล้วด้วย เหลือแค่เขากับพี่ฮันบินนี่แหละที่ยังอยู่ห้องซ้อมไม่ไปไหน
จะบอกว่าเขาตั้งใจอยู่เป็นเพื่อนอีกฝ่ายก็ได้ แต่ตอนนี้สิ่งที่สำคัญมากกว่าความรู้สึกของเขาคืออาการของอีกฝ่ายต่างหาก
ครืด...
เสียงเลื่อนเปิดประตูห้องน้ำทำให้หัวใจของดงฮยอกรู้สึกมีเลือดสูบฉีดขึ้นมาอีกครั้ง ค่อยยังชั่ว... ค่อยยังชั่วหน่อยที่พี่ฮันบินไม่ได้เป็นอะไร
“โทษที... พี่เวียนหัวนิดหน่อย”
“...” สีหน้าซีดๆของอีกฝ่ายทำให้ดงฮยอกยิ่งรู้สึกแย่เข้าไปใหญ่ เป็นถึงขนาดนี้แล้วทำไมคนที่ได้ชื่อว่าแฟนยังไม่ยอมมาดูแลกันบ้างเลย ป่านนี้ก็คงมั่วอยู่กับพี่จีวอนที่หอสินะ “พี่จะทรมานตัวเองไปจนถึงเมื่อไหร่กันครับ”
“ช่างเถอะ เดี๋ยวมันก็คงหายเอง”
“แต่ผมเป็นห่วงพี่นะ”
“...” ดวงตาคู่คมตรงหน้าหรี่มองเขาเล็กน้อยก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ “ตลกดีนะ นายดูเป็นห่วงพี่มากกว่าใครบางซะอีก”
“ถ้างั้น... ให้ผมเป็นคนดูแลพี่เองได้มั้ยครับ” ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่เด็กหนุ่มขยับตัวเข้าไปใกล้ๆแล้วกดจูบลงบนริมฝีปากหยักตรงหน้าอย่างถือวิสาสะ ดงฮยอกรู้ดีว่าทำแบบนี้มันไม่ถูกต้อง แล้วก็ไม่ต่างอะไรจากสิ่งที่พี่จินฮวานกับพี่จีวอนทำเลยซักนิด
แต่ถึงยังไง... เขาก็เลือกที่จะทำมันลงไปแล้ว และตอนนี้เขาก็คงถอยกลับไม่ได้แล้วด้วย
จนถึงตอนนี้... จากจูบอ่อนโยนกลายก็เป็นจูบที่ร้อนแรงขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ใครจะไปคิดล่ะว่าพี่ฮันบินจะยอมตอบรับเขาง่ายๆแบบนี้ด้วย งั้นคงไม่เป็นไรหรอกใช่มั้ยถ้าหากเขาจะเดินเกมนี้ต่อเรื่อยๆโดยไม่สนใจความผิดถูกอีกต่อไป ...พอคิดได้ดังนั้นฝ่ามือเล็กก็ค่อยๆเลื่อนขึ้นมาดันแผงอกกว้างของคนตรงหน้าให้ถอยกลับไปด้านหลัง ก่อนจะกดไหล่ของอีกฝ่ายให้นั่งลงไปบนชักโครกแล้วใช้เท้าประตูให้ปิดกลับไปดังเดิม
“ดงฮยอก...”
“ผมรู้ว่ามันไม่ดี แต่ถ้าทำแบบนี้ บางทีพี่อาจจะรู้สึกเท่าเทียมกับพี่จินฮวานก็ได้นะ” อะไรที่ทำให้เขาใจกล้าพูดออกไปได้ถึงขนาดนั้น ดงฮยอกเองก็ไม่รู้หรอก... เขารู้เพียงแค่ว่าเวลานี้ เขาอยากจะเป็นคนที่ถูกพี่ฮันบินรักบ้างเท่านั้นเอง “ใช้ผมสิ... ผมยอมให้พี่ทำอะไรผมก็ได้ ถ้าพี่จะรู้สึกชนะพี่จินฮวานได้บ้าง”
“ทำไมนาย... อืมมมมม...”
ไม่รอให้อีกฝ่ายได้ถามจบ เด็กหนุ่มก็เคลื่อนตัวขึ้นไปนั่งคร่อมอยู่บนตักของคนตรงหน้าแล้วรีบประกบจูบอีกครั้งทันที ...ไม่จำเป็นต้องถามหรอกว่าทำไม เพราะดงฮยอกต้องการให้สิ่งที่เขากำลังกระทำนั้นเป็นคำตอบของทุกๆอย่าง และพี่ฮันบินก็คงสามารถรับรู้ได้ด้วยตัวเอง
นานเท่าไหร่แล้วไม่รู้ที่สองร่างเปลือยเปล่าภายในห้องน้ำแคบๆนั้นผลัดกันส่งเสียงร้องครวญครางออกมาไม่ขาดสาย วงแขนเล็กของเด็กหนุ่มกอดรัดต้นคอของคนเป็นพี่ชายเอาไว้แน่นขณะเคลื่อนไหวตัวขึ้นลงอยู่บนหน้าตัก เสียงตกกระทบและเสียงเสียดสีของผิวเนื้อดังเป็นจังหวะที่เริ่มเร็วขึ้นเรื่อยๆ อาจด้วยเพราะความเกร็งหรือไม่ก็เพราะความเสียวซ่านที่ทำให้ปลายเท้าของดงฮยอกจิกลงบนพื้นกระเบื้องและไม่อาจทรงตัวได้ดีนัก แต่ยังดีที่ฝ่ามือหนาของร่างสูงยังช่วยพยุงเขาเอาไว้ได้อยู่ กว่าจะพากันไปจนถึงสุดปลายทาง ก็ทำเอาเหงื่อท่วมตัวกันไปหมด...
ทำลงไปแล้ว... ดงฮยอกทำสิ่งที่ตัวเองรังเกียจลงไปแล้ว การหักหลังคนอื่นแบบนี้มันไม่ดีเลย แต่เพื่อที่พี่ฮันบินจะได้กลับมายิ้มให้เขาเหมือนเดิมอีกครั้ง แม้เพียงน้อยนิด... ก็ยังดี
Rate: PG13
Note: นะ... สุดท้ายมันก็เป็น OS ภาคต่อๆๆๆๆๆกันจนได้
เพราะโดนทวงบ่อยเหลือเกิน 555555555555555555555
จะบอกว่าตอนนี้คิดพล็อตเรื่องนี้ยาวๆๆๆจนจบแล้วด้วย
แต่จะมีเวลาพิมพ์แค่ไหนเดี๋ยวค่อยว่ากันเนอะ TwT
ปล. คนทวงเยอะมากแต่ไม่ค่อยเม้นเลยง่ะ แหะๆ
บางทีเราก็อยากรู้ว่าเป็นไงบ้าง ถ้าใครไม่สะดวกเม้นจริงๆ
ลองเล่นแท็กก็ได้นะคะ >< #OSBehind

เพื่อใครบางคน... คุณจะยอมทำทุกอย่างเพียงเพราะแค่อยากเห็นรอยยิ้มที่มีความสุขของเขาหรือเปล่า
คุณจะยอมปกป้องเขา... แม้ว่าการกระทำของคุณจะทำให้ใครต่างก็มองว่าคุณโง่หรือไม่
และถ้าหากว่าคุณยอม... คุณเคยลองถามตัวเองมั้ยว่าเป็นเพราะอะไร
ดวงตาคู่เรียวหม่นลงทันทีเมื่อมองไปยังแผ่นหลังกว้างของร่างสูงตรงหน้า แล้วจู่ๆ... หัวใจของเขาก็รู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมา ก็ลองคิดดูแล้วกันว่าขนาดตัวเขายังเป็นได้ถึงขนาดนี้ แล้วพี่ชายคนที่ยืนอยู่ข้างหน้าเขาจะเจ็บมากกว่าอีกตั้งซักเท่าไหร่กัน
นายไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้นะคิมดงฮยอก... แม้จะพยายามบอกตัวเองซ้ำๆอย่างนั้น แต่เด็กหนุ่มก็คงไม่อาจทำเป็นไม่สนใจมันได้เลย
คิมฮันบิน... ทำไมพี่ถึงยังยืนเหมือนคนโง่อยู่ได้ การฟังคนอื่นพลอดรักกันมันน่าสนุกนักหรือไง? ไม่สิ... คนอื่นที่ไหนกัน ในเมื่อคนที่อยู่ในห้องน้ำนั่นก็เป็นคนรักของร่างสูงที่กำลังหันหลังกลับมาอยู่แล้วนี่นา
ดูเหมือนพี่ฮันบินจะชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นเขายืนอยู่ด้านหลัง แต่ถึงอย่างนั้น... อีกฝ่ายก็ยังส่งยิ้มบางๆมาให้เขาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย... ยังจะทำเป็นเข้มแข็งอยู่อีก บ้าชะมัด
หลังจากเรื่องคืนนั้นผ่านไป ดงฮยอกก็เริ่มรู้สึกได้ถึงบรรยากาศแปลกๆระหว่างพี่ใหญ่ของวงอย่างคิมจินฮวานกับคิมฮันบินที่เอาแต่หักโหมงานไม่หยุดหย่อน
พี่ชายตัวเล็กดูเหมือนจะหงุดหงิดยิ่งกว่าเดิมที่คนรักไม่มีเวลาให้ แถมพี่ฮันบินก็ไม่ยอมเข้าไปเคลียร์อะไรเลย ได้แต่ปล่อยให้มันค้างคาอยู่อย่างนั้น แต่ถึงจะไม่มีเวลาให้ยังไง พี่จินฮวานก็ไม่เห็นต้องไปแอบมีอะไรกับคนอื่นลับหลังคนรักของตัวเองเลยนี่ น่าเกลียดชะมัด... บอกได้เลยว่าการกระทำของพี่ชายคนนั้นทำให้ดงฮยอกรู้สึกรังเกียจมากขึ้นทุกวันๆ
เพราะเขาเองนั่นแหละที่เป็นคนเห็นว่าพี่จีวอนกับพี่จินฮวานแอบหลบไปทำอะไรกันแทบทุกคืน ...เขาไม่ได้ตั้งใจจะเข้าไปสอดรู้สอดเห็น แต่มันก็บังเอิญบ่อยจนน่าตกใจ ยิ่งพี่ฮันบินกลับหอดึกมากขึ้นเท่าไหร่ สองคนนั้นก็มีโอกาสอยู่ด้วยกันมากขึ้นเท่านั้น
ถ้าเป็นแบบนี้แล้วก็น่าจะเลิกๆกันไปเลย เขาเดาว่าพี่ฮันบินคงไม่ได้บอกเรื่องคืนวันก่อนนั้นกับพี่จินฮวานหรอก แต่ฝ่ายนั้นก็เหลือเกิน... ทำไมถึงไม่เห็นความผิดปกติของแฟนตัวเองบ้าง ไม่เห็นรึไงว่าช่วงนี้พี่ฮันบินซึมมากแค่ไหน ข้าวปลาก็ไม่ยอมกินเพราะมัวแต่ซ้อม ไหนจะอาการป่วยที่เริ่มก่อตัวขึ้นมาทีละนิดอีก
แล้วมันจะเป็นไปได้มั้ยถ้าหากเขาจะแทรกตัวเข้าไปในความสัมพันธ์ของพี่ชายทั้งสองคนนั่น...
เดิมทีดงฮยอกคิดว่าเขาก็แค่เป็นห่วงพี่ฮันบินในฐานะน้องชายคนหนึ่งเท่านั้นเอง แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่แล้ว เขาอยาก... อยากดึงพี่ฮันบินออกมาจากตรงนั้นแล้วเป็นคนดูแลเอง ซึ่งถ้านั่นคือความรัก... ดงฮยอกคิดว่ามันก็คงเป็นความรักนั่นแหละ และแน่นอนว่าเขาต้องไม่อยากทนเห็นคนที่ตัวเองรักต้องทนทุกข์ทรมานแบบนั้นแน่
“พี่ครับ... ไหวรึเปล่า?” นานขนาดนี้แล้วทำไมถึงยังไม่ออกมาจากห้องน้ำอีกนะ ...ดงฮยอกพยายามเคาะประตูและเรียกคนที่อยู่ด้านในมาได้ซักพัก แต่ก็แทบไม่มีอะไรตอบกลับมานอกจากเสียงไอค่อกแค่กจนเขาเริ่มกังวลมากขึ้นทุกที ดึกขนาดนี้ทุกคนก็กลับหอกันหมดแล้วด้วย เหลือแค่เขากับพี่ฮันบินนี่แหละที่ยังอยู่ห้องซ้อมไม่ไปไหน
จะบอกว่าเขาตั้งใจอยู่เป็นเพื่อนอีกฝ่ายก็ได้ แต่ตอนนี้สิ่งที่สำคัญมากกว่าความรู้สึกของเขาคืออาการของอีกฝ่ายต่างหาก
ครืด...
เสียงเลื่อนเปิดประตูห้องน้ำทำให้หัวใจของดงฮยอกรู้สึกมีเลือดสูบฉีดขึ้นมาอีกครั้ง ค่อยยังชั่ว... ค่อยยังชั่วหน่อยที่พี่ฮันบินไม่ได้เป็นอะไร
“โทษที... พี่เวียนหัวนิดหน่อย”
“...” สีหน้าซีดๆของอีกฝ่ายทำให้ดงฮยอกยิ่งรู้สึกแย่เข้าไปใหญ่ เป็นถึงขนาดนี้แล้วทำไมคนที่ได้ชื่อว่าแฟนยังไม่ยอมมาดูแลกันบ้างเลย ป่านนี้ก็คงมั่วอยู่กับพี่จีวอนที่หอสินะ “พี่จะทรมานตัวเองไปจนถึงเมื่อไหร่กันครับ”
“ช่างเถอะ เดี๋ยวมันก็คงหายเอง”
“แต่ผมเป็นห่วงพี่นะ”
“...” ดวงตาคู่คมตรงหน้าหรี่มองเขาเล็กน้อยก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ “ตลกดีนะ นายดูเป็นห่วงพี่มากกว่าใครบางซะอีก”
“ถ้างั้น... ให้ผมเป็นคนดูแลพี่เองได้มั้ยครับ” ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่เด็กหนุ่มขยับตัวเข้าไปใกล้ๆแล้วกดจูบลงบนริมฝีปากหยักตรงหน้าอย่างถือวิสาสะ ดงฮยอกรู้ดีว่าทำแบบนี้มันไม่ถูกต้อง แล้วก็ไม่ต่างอะไรจากสิ่งที่พี่จินฮวานกับพี่จีวอนทำเลยซักนิด
แต่ถึงยังไง... เขาก็เลือกที่จะทำมันลงไปแล้ว และตอนนี้เขาก็คงถอยกลับไม่ได้แล้วด้วย
จนถึงตอนนี้... จากจูบอ่อนโยนกลายก็เป็นจูบที่ร้อนแรงขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ใครจะไปคิดล่ะว่าพี่ฮันบินจะยอมตอบรับเขาง่ายๆแบบนี้ด้วย งั้นคงไม่เป็นไรหรอกใช่มั้ยถ้าหากเขาจะเดินเกมนี้ต่อเรื่อยๆโดยไม่สนใจความผิดถูกอีกต่อไป ...พอคิดได้ดังนั้นฝ่ามือเล็กก็ค่อยๆเลื่อนขึ้นมาดันแผงอกกว้างของคนตรงหน้าให้ถอยกลับไปด้านหลัง ก่อนจะกดไหล่ของอีกฝ่ายให้นั่งลงไปบนชักโครกแล้วใช้เท้าประตูให้ปิดกลับไปดังเดิม
“ดงฮยอก...”
“ผมรู้ว่ามันไม่ดี แต่ถ้าทำแบบนี้ บางทีพี่อาจจะรู้สึกเท่าเทียมกับพี่จินฮวานก็ได้นะ” อะไรที่ทำให้เขาใจกล้าพูดออกไปได้ถึงขนาดนั้น ดงฮยอกเองก็ไม่รู้หรอก... เขารู้เพียงแค่ว่าเวลานี้ เขาอยากจะเป็นคนที่ถูกพี่ฮันบินรักบ้างเท่านั้นเอง “ใช้ผมสิ... ผมยอมให้พี่ทำอะไรผมก็ได้ ถ้าพี่จะรู้สึกชนะพี่จินฮวานได้บ้าง”
“ทำไมนาย... อืมมมมม...”
ไม่รอให้อีกฝ่ายได้ถามจบ เด็กหนุ่มก็เคลื่อนตัวขึ้นไปนั่งคร่อมอยู่บนตักของคนตรงหน้าแล้วรีบประกบจูบอีกครั้งทันที ...ไม่จำเป็นต้องถามหรอกว่าทำไม เพราะดงฮยอกต้องการให้สิ่งที่เขากำลังกระทำนั้นเป็นคำตอบของทุกๆอย่าง และพี่ฮันบินก็คงสามารถรับรู้ได้ด้วยตัวเอง
นานเท่าไหร่แล้วไม่รู้ที่สองร่างเปลือยเปล่าภายในห้องน้ำแคบๆนั้นผลัดกันส่งเสียงร้องครวญครางออกมาไม่ขาดสาย วงแขนเล็กของเด็กหนุ่มกอดรัดต้นคอของคนเป็นพี่ชายเอาไว้แน่นขณะเคลื่อนไหวตัวขึ้นลงอยู่บนหน้าตัก เสียงตกกระทบและเสียงเสียดสีของผิวเนื้อดังเป็นจังหวะที่เริ่มเร็วขึ้นเรื่อยๆ อาจด้วยเพราะความเกร็งหรือไม่ก็เพราะความเสียวซ่านที่ทำให้ปลายเท้าของดงฮยอกจิกลงบนพื้นกระเบื้องและไม่อาจทรงตัวได้ดีนัก แต่ยังดีที่ฝ่ามือหนาของร่างสูงยังช่วยพยุงเขาเอาไว้ได้อยู่ กว่าจะพากันไปจนถึงสุดปลายทาง ก็ทำเอาเหงื่อท่วมตัวกันไปหมด...
ทำลงไปแล้ว... ดงฮยอกทำสิ่งที่ตัวเองรังเกียจลงไปแล้ว การหักหลังคนอื่นแบบนี้มันไม่ดีเลย แต่เพื่อที่พี่ฮันบินจะได้กลับมายิ้มให้เขาเหมือนเดิมอีกครั้ง แม้เพียงน้อยนิด... ก็ยังดี
Couple: Hanbin x Jinhwan
Rate: G
Note: อีกหนึ่งเรื่องสำหรับฟิคโปรเจค Time and Fallen Leaves
ที่โดน @PlandiceeH @SLiiPLeSS และ @_beautiiz ลากมาแต่งจนได๊ 555555
โดยแรงบันดาลใจของฟิคเรื่องนี้มาจากอนิเมะเรื่อง Amnesia ที่เราเคยดู
ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับโลกคู่ขนาน(ใครสนใจลองไปหามาดูได้นะ หนุ่มๆหล่อ -..-)
ส่วนฟิคเรื่องนี้ก็บอกตรงนี้เลยว่า... ดราม่าค่ะ เผื่อจะเปลี่ยนใจปิดทัน ;w;

ความคิดถึงอาจไม่เคยฆ่าใครก็จริง...
แต่ว่าบางครั้งมันก็ทำให้คนเรารู้สึกเหมือนใช้ชีวิตอยู่แบบตายทั้งเป็นได้...
แล้วนี่... เขาจะต้องทนอยู่กับมันไปอีกนานเท่าไหร่กัน
เรียวขายาวของเด็กหนุ่มร่างสูงก้าวขึ้นเนินเขาลูกเล็กไปเรื่อยๆอย่างไม่รีบร้อนนัก บางทีอาจจะเป็นเพราะแต่ละย่างก้าวที่แสนหนักอึ้งของเขา เลยทำให้เวลาค่อยๆเดินผ่านไปอย่างรวดเร็วทั้งที่เขาควรจะถึงจุดมุ่งหมายได้ตั้งนานแล้ว
คิดถึง... อยากเจอเหลือเกิน
แต่ในขณะเดียวกัน... หัวใจของเขาก็รู้สึกเจ็บปวดเกินที่ต้องเผชิญหน้ากับใครบางคน
ใครบางคนที่ยังคงอยู่ภายในความทรงจำ... และภายในหัวใจของเขาอย่างไม่มีทางลบเลือนไปได้เลย
“หลับสบายดีมั้ยครับพี่จินฮวาน...” ช่อดอกเบญจมาศสีขาวบริสุทธิ์ถูกวางลงข้างแท่นหินอย่างเบามือ เด็กหนุ่มย่อตัวลงไปนั่งพร้อมกับมองไปรอบหลุมฝังศพตรงหน้าด้วยใบหน้าที่พยายามจะยิ้มออกมาอย่างถึงที่สุด แม้ว่าตอนนี้น้ำตาของเขาจะเริ่มคลอหน่วยขึ้นมาแล้วก็ตาม
คิดไว้อยู่แล้วล่ะว่ามันต้องเป็นแบบนี้... หนึ่งปีผ่านไปไม่ได้ทำให้เขาคิดถึงพี่จินฮวานน้อยลงเลยซักนิด มันมีแต่จะเพิ่มมากขึ้นทุกวัน... ทุกวัน...ที่เขาต้องจมอยู่กับความทรมานไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าหากเป็นไปได้ เขาก็อยากจะให้อีกฝ่ายลุกขึ้นมาตอบคำถามที่เขาสงสัยมาตลอดเหมือนกัน
...ทำไมพี่ต้องทิ้งให้ผมอยู่คนเดียวแบบนี้ด้วย...
นั่นเป็นสิ่งที่เขาอยากจะรู้จนแทบขาดใจ แต่เพราะรู้ว่าถึงยังไงคนที่จากไปแล้วก็ไม่มีทางฟื้นกลับคืนมาได้ เขาจึงต้องเก็บคำถามที่ไร้คำตอบนั้นเอาไว้เพียงคนเดียวเสมอมา
“พี่คิดถึงผมรึเปล่า นี่ผมเองนะ... คิมฮันบินไง” ฝ่ามือหนาของเด็กหนุ่มถูกยื่นออกมาปัดเศษใบไม้ที่ร่วงหล่นลงมาบนเนินหลุม ก่อนจะเริ่มจัดการถอนหญ้าที่ขึ้นรกนั้นออกไปทีละนิด “ผมขอโทษนะที่ไม่ได้มาเยี่ยมเลย พี่คงเหงาล่ะสิ... ฮะๆๆ แต่ผมอะโคตรเหงาเลยนะรู้มั้ย...”
เป็นเพราะว่าเขาอ่อนแอเกินกว่าจะยอมรับความจริงได้ ดังนั้นการที่ต้องมานั่งพูดอะไรคนเดียวแบบนี้จึงเป็นเรื่องลำบากสำหรับเขาไม่น้อย ในเมื่อบทสนทนานี้มันควรจะมีเสียงตอบรับจากอีกฝ่ายกลับมาด้วยไม่ใช่รึไง...
หนึ่งปีแล้วที่เขาตัดสินใจหันหลังให้กับความจริงที่แสนเจ็บปวด และปล่อยให้ตัวเองคิดว่าซักวันนึงพี่ชายตัวเล็กของเขาจะต้องกลับมาอย่างแน่นอน พี่จินฮวานแค่ไปเที่ยวในที่ไกลๆ อีกไม่นานก็คงจะกลับมาหาเขาเหมือนเดิมแล้ว... เขาเอาแต่บอกตัวเองอย่างนั้นซ้ำไปซ้ำมา
แต่จนถึงวันนี้... มันก็ไม่มีอะไรดีขึ้นเลย ฮันบินรู้แล้วว่าการหลอกตัวเองต่อไปมีแต่จะทำให้เขาจมอยู่กับความทุกข์ทรมาน วันนี้เขาจึงตัดสินใจกลับมาคนรักที่จากเขาไปย่างไม่มีทางหวนกลับคืนอีกครั้ง... ถ้าหากเขาทำใจได้เร็วกว่านี้ ก็คงไม่ต้องปล่อยให้พี่จินฮวานต้องรออยู่คนเดียวอย่างนี้หรอก เขานี่มันบ้าชะมัดเลย...
“พี่โกรธผมมั้ยที่ผมทำตัวไม่ดีเลย ผมอยากได้ยินเสียงพี่ดุอีกครั้งจัง... ‘ย่าห์ คิมฮันบิน นายไม่คิดว่าตัวเองมาช้าไปหน่อยรึไง’ เดาว่าพี่คงต้องตะโกนว่าผมแบบนั้นแน่ๆ เพราะเมื่อก่อนพี่น่ะขี้น้อยใจจะตายไป แค่ผมไม่ยอมให้พี่ไปเที่ยวกับเพื่อนๆตอนปิดเทอม พี่ก็ไม่ยอมคุยกับผมตั้งหลายวัน...”
พอมาถึงตรงนี้... อยู่ๆมือของเขาก็รู้สึกหมดเรี่ยวแรงที่จะดึงต้นหญ้าบนเนินไปซะดื้อๆ ดวงตาคู่คมที่รื้นไปด้วยน้ำตาเพียงเล็กน้อยเหลือบมองไปบนแท่นหินตรงหน้าก่อนที่เขาจะฝืนยิ้มออกมาอย่างยากลำบาก แต่จนแล้วจนรอด เขาก็ทำได้เพียงแค่ไม่นาน... ริมฝีปากหยักถูกเม้มเข้าหากันราวกับต้องการอดกลั้นสิ่งที่จุกอยู่ในลำคอนั้นแล้วกลืนมันลงไป
‘เที่ยวทะเลช่วงที่มรสุมเข้าเนี่ยนะ พี่บ้าไปแล้วรึไง...’ ทั้งที่เขาบอกย้ำๆไปแล้วตั้งหลายครั้ง แต่พี่ชายตัวเล็กก็ยังดึงดันที่จะไปให้ได้อยู่ดี... สุดท้ายความดื้อรั้นของอีกฝ่ายนั้นก็ทำให้เขาต้องยอมอีกจนได้
“พี่รู้มั้ย... ผมเอาแต่คิดมาตลอดว่าผมควรจะใจแข็งมากกว่านี้ ผมไม่ควรปล่อยให้พี่ไปเลยจริงๆ...”
เพราะถ้าหากว่าในตอนนั้นเขาเอาแต่ใจบ้างซักนิด... เขาก็คงไม่ต้องเสียพี่จินฮวานไป... นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้ฮันบินเอาแต่โทษตัวเองตลอดระยะเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมา และวันที่ 1 สิงหาคมก็กลายเป็นวันที่เขาอยากจะลบมันออกไปจากปฏิทินมากที่สุด... วันที่คลื่นทะเลรุนแรงพัดพาเอาร่างของคนที่เขารักจากไปพร้อมๆกับหัวใจที่แตกสลายของเขา
ฮันบินเกลียดตัวเองที่ไม่ยอมรั้งอีกฝ่ายไว้จนถึงที่สุด หรืออย่างน้อยๆเขาก็ควรจะตามพี่จินฮวานไปเที่ยวด้วย บางทีเหตุการณ์แบบนั้นมันอาจจะไม่เกิดขึ้นหากเขาดูแลคนรักให้ดีกว่านี้
“ถ้าย้อนเวลากลับไปได้... หรือถ้าพี่กลับมายืนอยู่ตรงหน้าผมอีกครั้ง ผมจะไม่ยอมปล่อยให้พี่ไปไหนอีกแล้ว ผมจะกอดพี่เอาไว้ ผมจะ...ผมจะจับมือพี่ให้แน่นๆ... ผม...”
เปาะ... แปะ...
หยดน้ำใสร่วงหล่นกระทบฝ่ามือหนาของเด็กหนุ่มหลายครั้ง... ตอนที่พี่จินฮวานจากไป เขาไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟายเหมือนคนโง่เลยซักนิด แต่ทว่าในเวลานี้... เขากลับร้องไห้ออกมาโดยไม่รู้ตัว เพราะคิดถึง... คิดถึงจนแทบบ้า เขาจึงไม่สนใจแล้วว่าตัวเองจะร้องไห้เหมือนเด็กขี้แยแค่ไหนต่อหน้าพี่จินฮวาน
ครืน...
น่าตลกชะมัด... แม้แต่คนบนฟ้าก็ยังสงสารเขาเลยงั้นสินะ ถึงได้ปล่อยให้ฝนตกโปรยปรายลงมาแบบนี้ เพราะเห็นว่าเขาร้องไห้ ก็เลยอยากมาร้องไห้เป็นเพื่อนด้วยรึไงกัน
“ผมคงต้องกลับแล้วล่ะ แต่ผมสัญญาว่าจะมาหาพี่บ่อยๆ” เด็กหนุ่มยกมือขึ้นมาวางบนเนินหลุมอีกครั้งพร้อมกับตัดสินใจเอ่ยคำลา เพราะดูเหมือนว่าอีกไม่นานฝนคงจะตกลงมาหนักมากกว่านี้ “รอผมนะ... ผมจะไม่ปล่อยให้พี่ต้องเหงาอยู่คนเดียวอีกต่อไปแล้ว”
เจ้าของเรียวขายาวก้าวเดินห่างออกไปเรื่อยๆก่อนที่เขาจะหันกลับมามองสุสานเป็นครั้งสุดท้าย “ผมรักพี่นะครับ... พี่จินฮวาน”
น่าเสียดายที่เขาไม่ได้พกร่มมาด้วยซักคัน หากฟ้าฝนเป็นใจบ้างซักนิด เขาก็คงได้อยู่คุยกับพี่ชายตัวเล็กของเขาต่ออีกหน่อย แต่เพราะว่ามันเริ่มจะตกลงมาหนักขึ้นเรื่อยๆ ฮันบินจึงต้องเร่งฝีเท้าเพื่อลงมาจากเนินเขาและหาที่หลบจากบริเวณนั้นไปก่อน
ร่างสูงของเด็กหนุ่มเดินหลบเข้าไปในเพิงไม้ใกล้ๆกับร้านค้าข้างทาง โดยที่เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าต้องรออีกนานแค่ไหนกว่าฝนจะหยุดตก ...นัยน์ตาคมเหม่อมองขึ้นไปบนท้องฟ้าอย่างเลื่อนลอยด้วยความหวังแม้เพียงซักนิดว่าพี่จินฮวานอาจจะมองเขาจากด้านบนนั้นอยู่ก็ได้
“สีหน้าพ่อหนุ่มดูไม่ค่อยดีเลยนะจ๊ะ” เสียงหญิงชราที่น่าจะเป็นเจ้าของร้านนั้นเอ่ยขึ้นและทำให้ฮันบินต้องหันหน้าไปมองอย่างช่วยไม่ได้
“อ่า... หมายถึงผมหรอครับ”
“ใช่จ้ะ พ่อหนุ่มนั่นแหละ” เธอว่าพลางส่งยิ้มอย่างอ่อนโยนให้กับเขา “เวลาที่คนเรามองขึ้นไปบนท้องฟ้าก็มักจะนึกถึงแต่เรื่องในอดีตกันทั้งนั้นนั่นล่ะ ถึงจะรู้อยู่แล้วว่ากาลเวลาเป็นสิ่งที่ผ่านไปเหมือนกับสายน้ำที่ไม่มีวันไหลย้อนกลับคืนมาได้ แต่คนบางคนก็ยังอยากที่จะย้อนเวลากลับไปเพื่อแก้ไขอดีต หรือไม่... ก็มัวใช้ชีวิตโดยคิดถึงแต่ช่วงเวลาที่มีความสุขจนปล่อยให้มันย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง หน้าตาของพ่อหนุ่มถึงได้ดูเศร้าหมองแบบนั้นไง”
“...” ฮันบินยืนนิ่งและฟังน้ำเสียงเนิบนาบของหญิงชราราวกับเธอรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
แต่บางทีเธออาจจะพูดถูกก็ได้... เพราะทุกวันนี้เขาก็แค่ใช้ชีวิตอยู่ไปวันๆ เป็นคนที่เหมือนจะมีความสุข แต่ความจริงแล้วไม่เลย... ทุกๆครั้งที่พยายามบอกตัวเองให้เลิกคิดถึงความทรงจำเกี่ยวกับพี่จินฮวาน เขาก็ไม่เคยทำได้ ซ้ำยังมีแต่จะทำให้ตัวเขาเองต้องทนอยู่กับความเจ็บปวดไม่จบไม่สิ้น
“พ่อหนุ่มลบเรื่องราวในอดีตออกไปจากใจไม่ได้ก็จริง แต่ยายเชื่อว่าซักวันพ่อหนุ่มจะต้องใช้ชีวิตอย่างมีความสุขร่วมกับความทรงจำเหล่านั้นได้แน่นอน รับนี่ไปสิ... คิดซะว่าเป็นของขวัญเล็กๆน้อย”
“แต่ว่า...” สายตาคมของเด็กหนุ่มก้มมองสิ่งที่เหมือนจะเป็นสร้อยบนฝ่ามือของหญิงชราตรงหน้า ก่อนจะทำท่าปฏิเสธกลับไป เพิ่งเคยเจอกันไม่นานแบบนี้เขาจะกล้ารับมันไว้ได้งั้นหรือ?
“รับไปเถอะจ้ะ” คราวนี้เธอไม่รอให้เขาตอบอะไรอีกแล้ว ฝ่ามือเหี่ยวย่นที่ร่วงโรยไปตามกาลเวลานั้นยื่นมันสร้อยมาให้เขาในทันที “ของชินนี้เป็นเหมือนกับเครื่องรางที่ติดตัวยายมานานมากแล้ว และยายก็คิดว่ามันควรจะมีเจ้าของใหม่เสียที ฝากดูแลมันด้วยนะ”
“ครับ... ผมจะดูแลมันอย่างดี” อาจเป็นเพราะท่าทีที่ดูใจดีของเธอ เลยทำให้ฮันบินไม่กล้าแม้แต่จะปฏิเสธได้อีก แถมยังรับปากไปอีกว่าจะเก็บมันเอาไว้
เด็กหนุ่มก้มลงมองสิ่งที่อยู่ในมือก่อนจะมั่นใจว่ามันคือสร้อยนาฬิกาเรือนเก่า และดูเหมือนว่ามันจะมีอายุหลายสิบปีแน่ๆ ...พอฮันบินเงยหน้าขึ้นมาขึ้นมาอีกครั้งหญิงชราคนนั้นก็หายตัวไปเสียแล้ว เธออาจจะกลับเข้าไปพักผ่อนในร้านแล้วก็ได้ เพราะงั้นฮันบินจึงไม่กล้าเดินตามไปรบกวนเธอต่อ และเมื่อมองออกไปด้านนอกนั้นฝนก็หยุดตกพอดี ร่างสูงของเด็กหนุ่มจึงตัดสินใจก้าวเดินออกไปเพื่อตรงกลับที่พักหลังจากเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน
ประตูห้องบนอพาร์ทเมนต์ย่านใจกลางเมืองแห่งหนึ่งถูกเปิดออก ก่อนที่ฮันบินจะตรงเข้าไปอาบน้ำทันที ในตอนแรกเขาไม่มีความรู้สึกหิวเลยด้วยซ้ำ แต่ก็ต้องกินเพื่อให้ตัวเองอยู่ได้ และถึงแม้ว่าจะนอนไม่หลับ เขาก็ต้องพยายามข่มตาลงในทุกๆคืน เพราะบางทีการหลับตาอยู่ในความฝันนั้นทำให้เขามีความสุขมากกว่าการที่ต้องเผชิญหน้าอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงเสียอีก...
ดูอย่างตอนนี้สิ... ทั้งที่มันดึกมากๆและเขาควรจะนอนได้แล้ว แต่เด็กหนุ่มกลับลุกขึ้นมานั่งอยู่บนเตียงก่อนจะนึกได้ว่าวันนี้เขาได้รับอะไรติดมือมาจากหญิงชราคนนั้นด้วย สร้อยนาฬิกาถูกหยิบขึ้นมาและเปิดฝาออกเบาๆ เข็มนาฬิกาข้างในนั้นยังคงเดินอยู่แม้ว่ามันจะเก่ามากแล้วก็ตาม แปลกดี...
11:11 PM
ตอนที่เขาตัดสินใจวางมันลงที่เดิม นาฬิกาดิจิตอลบนหัวเตียงก็บอกกับฮันบินว่าตอนนี้ถึงเวลาที่เขาควรนอนเสียที ...จะว่าไปแล้ว เขาเคยอ่านเจอเรื่องตัวเลขแห่งความบังเอิญแบบนี้จากบทความในหนังสืออยู่เหมือนกัน เขาควรจะอธิษฐานดีมั้ยนะ? ถ้าหากว่ามันเป็นไปได้... หรือถ้าหากว่าพระเจ้าจะยอมฟังคำขอของเขาเพียงซักครั้ง...
เขาอยากขอให้พี่จินฮวานกลับมา... กลับมาหาเขาก็พอแล้วจริงๆ...
กุกกัก กุกกัก กุกกัก
“อืมมมมมม...” การเริ่มต้นวันใหม่ของฮันบินนั้นดูไม่ค่อยราบรื่นนัก ดูเหมือนว่าข้างๆห้องของเขากำลังจะมีคนย้ายเข้ามาอยู่ใหม่ เพราะเท่าที่จำได้ ห้องว่างเปล่านั้นไม่มีใครเข้ามาอยู่นานแล้วเหมือนกัน
นัยน์ตาคมพยายามเปิดรับแสงสว่างจากภายนอกอย่างยากลำบาก ก่อนที่ร่างสูงจะลุกขึ้นมานั่งบิดขี้เกียจเหมือนอย่างเคย
11:11 AM
สายแล้วแฮะ... ทำไมครั้งนี้เขาถึงได้นอนนานนัก แต่ก็ช่างเถอะ เพราะว่าถึงยังไงนี่ก็ยังเป็นช่วงปิดเทอมอยู่ เขาไม่จำเป็นต้องรีบตื่นขึ้นมา และแน่นอนว่าการจมอยู่กับความฝันที่ไม่มีวันเป็นจริงนั้นทำให้เขามีความสุขมากกว่า...
กุกกัก กุกกัก กุกกัก
เฮ้อ... เด็กหนุ่มถอนหายใจออกมาด้วยความรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย เพราะเขามั่นใจเลยว่าเสียงนี้จะต้องดังทั้งวันแน่นอน ถ้าเจ้าของห้องใหม่ยังย้ายเข้ามาไม่เสร็จ
หรือว่าเขาควรจะออกไปช่วยดีนะ?... ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าฮันบินไปเอาความดีของตัวเองมาจากส่วนไหน แต่พอรู้ตัวอีกทีเขาก็ออกมายืนอยู่หน้าห้องเสียแล้ว
“มีอะไรให้ช่วยมั้ยครับ?” ใบหน้าหล่อเหลาชะโงกมองผ่านเข้าไปยังบานประตูห้องข้างๆที่เปิดอยู่ก่อนจะส่งเสียงออกไป เผื่อว่าคนที่อยู่ด้านในนั้นจะอยากให้เขาช่วยอะไรบ้าง
“อะ... ขอโทษทีนะครับ ผมคงทำเสียงดังจนคุณตื่นต้องขึ้นมาแบบนี้ แต่ผมจะพยายามจัดของให้เสร็จเร็วๆ” แทนที่จะเรียกเขาให้เขาไปช่วย แต่เจ้าของห้องใหม่นั้นกลับเดินออกขอโทษขอโพยเขาเสียยกใหญ่ราวกับว่าตัวเองทำเรื่องผิดมหันต์
แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ฮันบินแปลกใจหรอก
สิ่งที่ทำให้ร่างกายของเขาแข็งทื่อจนไม่สามารถขยับหรือเคลื่อนไหวตัวได้คือน้ำเสียงอันแสนคุ้นเคยนั้นต่างหาก... และทันทีที่อีกฝ่ายเดินตรงออกมาหาเขา ฮันบินก็ไม่อาจละสายตาจากสิ่งที่เขากำลังมองอยู่ได้เลย...
เจ้าของใบหน้าแสนหวานร่างเล็กที่ยังคงยังคงวนเวียนอยู่ในความทรงจำและไม่มีวันลบเลือนออกไปได้...
ทำไมถึงมายืนอยู่ต่อหน้าเขาในเวลานี้ “พี่จินฮวาน...”
ปล. ฟิคยังไม่จบนะคะ รอติดตามต่อกันเนอะ สกรีมได้ในคอมเม้นท์
ในแท็ก #TIMEANDFALLENLEAVESFIC
หรือจะเมนชั่นมาดุด่าว่าตีเราที่ @Mewkiie13 ก็ได้นะ กระซิกๆ ;w;
Rate: G
Note: อีกหนึ่งเรื่องสำหรับฟิคโปรเจค Time and Fallen Leaves
ที่โดน @PlandiceeH @SLiiPLeSS และ @_beautiiz ลากมาแต่งจนได๊ 555555
โดยแรงบันดาลใจของฟิคเรื่องนี้มาจากอนิเมะเรื่อง Amnesia ที่เราเคยดู
ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับโลกคู่ขนาน(ใครสนใจลองไปหามาดูได้นะ หนุ่มๆหล่อ -..-)
ส่วนฟิคเรื่องนี้ก็บอกตรงนี้เลยว่า... ดราม่าค่ะ เผื่อจะเปลี่ยนใจปิดทัน ;w;

ความคิดถึงอาจไม่เคยฆ่าใครก็จริง...
แต่ว่าบางครั้งมันก็ทำให้คนเรารู้สึกเหมือนใช้ชีวิตอยู่แบบตายทั้งเป็นได้...
แล้วนี่... เขาจะต้องทนอยู่กับมันไปอีกนานเท่าไหร่กัน
เรียวขายาวของเด็กหนุ่มร่างสูงก้าวขึ้นเนินเขาลูกเล็กไปเรื่อยๆอย่างไม่รีบร้อนนัก บางทีอาจจะเป็นเพราะแต่ละย่างก้าวที่แสนหนักอึ้งของเขา เลยทำให้เวลาค่อยๆเดินผ่านไปอย่างรวดเร็วทั้งที่เขาควรจะถึงจุดมุ่งหมายได้ตั้งนานแล้ว
คิดถึง... อยากเจอเหลือเกิน
แต่ในขณะเดียวกัน... หัวใจของเขาก็รู้สึกเจ็บปวดเกินที่ต้องเผชิญหน้ากับใครบางคน
ใครบางคนที่ยังคงอยู่ภายในความทรงจำ... และภายในหัวใจของเขาอย่างไม่มีทางลบเลือนไปได้เลย
“หลับสบายดีมั้ยครับพี่จินฮวาน...” ช่อดอกเบญจมาศสีขาวบริสุทธิ์ถูกวางลงข้างแท่นหินอย่างเบามือ เด็กหนุ่มย่อตัวลงไปนั่งพร้อมกับมองไปรอบหลุมฝังศพตรงหน้าด้วยใบหน้าที่พยายามจะยิ้มออกมาอย่างถึงที่สุด แม้ว่าตอนนี้น้ำตาของเขาจะเริ่มคลอหน่วยขึ้นมาแล้วก็ตาม
คิดไว้อยู่แล้วล่ะว่ามันต้องเป็นแบบนี้... หนึ่งปีผ่านไปไม่ได้ทำให้เขาคิดถึงพี่จินฮวานน้อยลงเลยซักนิด มันมีแต่จะเพิ่มมากขึ้นทุกวัน... ทุกวัน...ที่เขาต้องจมอยู่กับความทรมานไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าหากเป็นไปได้ เขาก็อยากจะให้อีกฝ่ายลุกขึ้นมาตอบคำถามที่เขาสงสัยมาตลอดเหมือนกัน
...ทำไมพี่ต้องทิ้งให้ผมอยู่คนเดียวแบบนี้ด้วย...
นั่นเป็นสิ่งที่เขาอยากจะรู้จนแทบขาดใจ แต่เพราะรู้ว่าถึงยังไงคนที่จากไปแล้วก็ไม่มีทางฟื้นกลับคืนมาได้ เขาจึงต้องเก็บคำถามที่ไร้คำตอบนั้นเอาไว้เพียงคนเดียวเสมอมา
“พี่คิดถึงผมรึเปล่า นี่ผมเองนะ... คิมฮันบินไง” ฝ่ามือหนาของเด็กหนุ่มถูกยื่นออกมาปัดเศษใบไม้ที่ร่วงหล่นลงมาบนเนินหลุม ก่อนจะเริ่มจัดการถอนหญ้าที่ขึ้นรกนั้นออกไปทีละนิด “ผมขอโทษนะที่ไม่ได้มาเยี่ยมเลย พี่คงเหงาล่ะสิ... ฮะๆๆ แต่ผมอะโคตรเหงาเลยนะรู้มั้ย...”
เป็นเพราะว่าเขาอ่อนแอเกินกว่าจะยอมรับความจริงได้ ดังนั้นการที่ต้องมานั่งพูดอะไรคนเดียวแบบนี้จึงเป็นเรื่องลำบากสำหรับเขาไม่น้อย ในเมื่อบทสนทนานี้มันควรจะมีเสียงตอบรับจากอีกฝ่ายกลับมาด้วยไม่ใช่รึไง...
หนึ่งปีแล้วที่เขาตัดสินใจหันหลังให้กับความจริงที่แสนเจ็บปวด และปล่อยให้ตัวเองคิดว่าซักวันนึงพี่ชายตัวเล็กของเขาจะต้องกลับมาอย่างแน่นอน พี่จินฮวานแค่ไปเที่ยวในที่ไกลๆ อีกไม่นานก็คงจะกลับมาหาเขาเหมือนเดิมแล้ว... เขาเอาแต่บอกตัวเองอย่างนั้นซ้ำไปซ้ำมา
แต่จนถึงวันนี้... มันก็ไม่มีอะไรดีขึ้นเลย ฮันบินรู้แล้วว่าการหลอกตัวเองต่อไปมีแต่จะทำให้เขาจมอยู่กับความทุกข์ทรมาน วันนี้เขาจึงตัดสินใจกลับมาคนรักที่จากเขาไปย่างไม่มีทางหวนกลับคืนอีกครั้ง... ถ้าหากเขาทำใจได้เร็วกว่านี้ ก็คงไม่ต้องปล่อยให้พี่จินฮวานต้องรออยู่คนเดียวอย่างนี้หรอก เขานี่มันบ้าชะมัดเลย...
“พี่โกรธผมมั้ยที่ผมทำตัวไม่ดีเลย ผมอยากได้ยินเสียงพี่ดุอีกครั้งจัง... ‘ย่าห์ คิมฮันบิน นายไม่คิดว่าตัวเองมาช้าไปหน่อยรึไง’ เดาว่าพี่คงต้องตะโกนว่าผมแบบนั้นแน่ๆ เพราะเมื่อก่อนพี่น่ะขี้น้อยใจจะตายไป แค่ผมไม่ยอมให้พี่ไปเที่ยวกับเพื่อนๆตอนปิดเทอม พี่ก็ไม่ยอมคุยกับผมตั้งหลายวัน...”
พอมาถึงตรงนี้... อยู่ๆมือของเขาก็รู้สึกหมดเรี่ยวแรงที่จะดึงต้นหญ้าบนเนินไปซะดื้อๆ ดวงตาคู่คมที่รื้นไปด้วยน้ำตาเพียงเล็กน้อยเหลือบมองไปบนแท่นหินตรงหน้าก่อนที่เขาจะฝืนยิ้มออกมาอย่างยากลำบาก แต่จนแล้วจนรอด เขาก็ทำได้เพียงแค่ไม่นาน... ริมฝีปากหยักถูกเม้มเข้าหากันราวกับต้องการอดกลั้นสิ่งที่จุกอยู่ในลำคอนั้นแล้วกลืนมันลงไป
‘เที่ยวทะเลช่วงที่มรสุมเข้าเนี่ยนะ พี่บ้าไปแล้วรึไง...’ ทั้งที่เขาบอกย้ำๆไปแล้วตั้งหลายครั้ง แต่พี่ชายตัวเล็กก็ยังดึงดันที่จะไปให้ได้อยู่ดี... สุดท้ายความดื้อรั้นของอีกฝ่ายนั้นก็ทำให้เขาต้องยอมอีกจนได้
“พี่รู้มั้ย... ผมเอาแต่คิดมาตลอดว่าผมควรจะใจแข็งมากกว่านี้ ผมไม่ควรปล่อยให้พี่ไปเลยจริงๆ...”
เพราะถ้าหากว่าในตอนนั้นเขาเอาแต่ใจบ้างซักนิด... เขาก็คงไม่ต้องเสียพี่จินฮวานไป... นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้ฮันบินเอาแต่โทษตัวเองตลอดระยะเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมา และวันที่ 1 สิงหาคมก็กลายเป็นวันที่เขาอยากจะลบมันออกไปจากปฏิทินมากที่สุด... วันที่คลื่นทะเลรุนแรงพัดพาเอาร่างของคนที่เขารักจากไปพร้อมๆกับหัวใจที่แตกสลายของเขา
ฮันบินเกลียดตัวเองที่ไม่ยอมรั้งอีกฝ่ายไว้จนถึงที่สุด หรืออย่างน้อยๆเขาก็ควรจะตามพี่จินฮวานไปเที่ยวด้วย บางทีเหตุการณ์แบบนั้นมันอาจจะไม่เกิดขึ้นหากเขาดูแลคนรักให้ดีกว่านี้
“ถ้าย้อนเวลากลับไปได้... หรือถ้าพี่กลับมายืนอยู่ตรงหน้าผมอีกครั้ง ผมจะไม่ยอมปล่อยให้พี่ไปไหนอีกแล้ว ผมจะกอดพี่เอาไว้ ผมจะ...ผมจะจับมือพี่ให้แน่นๆ... ผม...”
เปาะ... แปะ...
หยดน้ำใสร่วงหล่นกระทบฝ่ามือหนาของเด็กหนุ่มหลายครั้ง... ตอนที่พี่จินฮวานจากไป เขาไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟายเหมือนคนโง่เลยซักนิด แต่ทว่าในเวลานี้... เขากลับร้องไห้ออกมาโดยไม่รู้ตัว เพราะคิดถึง... คิดถึงจนแทบบ้า เขาจึงไม่สนใจแล้วว่าตัวเองจะร้องไห้เหมือนเด็กขี้แยแค่ไหนต่อหน้าพี่จินฮวาน
ครืน...
น่าตลกชะมัด... แม้แต่คนบนฟ้าก็ยังสงสารเขาเลยงั้นสินะ ถึงได้ปล่อยให้ฝนตกโปรยปรายลงมาแบบนี้ เพราะเห็นว่าเขาร้องไห้ ก็เลยอยากมาร้องไห้เป็นเพื่อนด้วยรึไงกัน
“ผมคงต้องกลับแล้วล่ะ แต่ผมสัญญาว่าจะมาหาพี่บ่อยๆ” เด็กหนุ่มยกมือขึ้นมาวางบนเนินหลุมอีกครั้งพร้อมกับตัดสินใจเอ่ยคำลา เพราะดูเหมือนว่าอีกไม่นานฝนคงจะตกลงมาหนักมากกว่านี้ “รอผมนะ... ผมจะไม่ปล่อยให้พี่ต้องเหงาอยู่คนเดียวอีกต่อไปแล้ว”
เจ้าของเรียวขายาวก้าวเดินห่างออกไปเรื่อยๆก่อนที่เขาจะหันกลับมามองสุสานเป็นครั้งสุดท้าย “ผมรักพี่นะครับ... พี่จินฮวาน”
น่าเสียดายที่เขาไม่ได้พกร่มมาด้วยซักคัน หากฟ้าฝนเป็นใจบ้างซักนิด เขาก็คงได้อยู่คุยกับพี่ชายตัวเล็กของเขาต่ออีกหน่อย แต่เพราะว่ามันเริ่มจะตกลงมาหนักขึ้นเรื่อยๆ ฮันบินจึงต้องเร่งฝีเท้าเพื่อลงมาจากเนินเขาและหาที่หลบจากบริเวณนั้นไปก่อน
ร่างสูงของเด็กหนุ่มเดินหลบเข้าไปในเพิงไม้ใกล้ๆกับร้านค้าข้างทาง โดยที่เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าต้องรออีกนานแค่ไหนกว่าฝนจะหยุดตก ...นัยน์ตาคมเหม่อมองขึ้นไปบนท้องฟ้าอย่างเลื่อนลอยด้วยความหวังแม้เพียงซักนิดว่าพี่จินฮวานอาจจะมองเขาจากด้านบนนั้นอยู่ก็ได้
“สีหน้าพ่อหนุ่มดูไม่ค่อยดีเลยนะจ๊ะ” เสียงหญิงชราที่น่าจะเป็นเจ้าของร้านนั้นเอ่ยขึ้นและทำให้ฮันบินต้องหันหน้าไปมองอย่างช่วยไม่ได้
“อ่า... หมายถึงผมหรอครับ”
“ใช่จ้ะ พ่อหนุ่มนั่นแหละ” เธอว่าพลางส่งยิ้มอย่างอ่อนโยนให้กับเขา “เวลาที่คนเรามองขึ้นไปบนท้องฟ้าก็มักจะนึกถึงแต่เรื่องในอดีตกันทั้งนั้นนั่นล่ะ ถึงจะรู้อยู่แล้วว่ากาลเวลาเป็นสิ่งที่ผ่านไปเหมือนกับสายน้ำที่ไม่มีวันไหลย้อนกลับคืนมาได้ แต่คนบางคนก็ยังอยากที่จะย้อนเวลากลับไปเพื่อแก้ไขอดีต หรือไม่... ก็มัวใช้ชีวิตโดยคิดถึงแต่ช่วงเวลาที่มีความสุขจนปล่อยให้มันย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง หน้าตาของพ่อหนุ่มถึงได้ดูเศร้าหมองแบบนั้นไง”
“...” ฮันบินยืนนิ่งและฟังน้ำเสียงเนิบนาบของหญิงชราราวกับเธอรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
แต่บางทีเธออาจจะพูดถูกก็ได้... เพราะทุกวันนี้เขาก็แค่ใช้ชีวิตอยู่ไปวันๆ เป็นคนที่เหมือนจะมีความสุข แต่ความจริงแล้วไม่เลย... ทุกๆครั้งที่พยายามบอกตัวเองให้เลิกคิดถึงความทรงจำเกี่ยวกับพี่จินฮวาน เขาก็ไม่เคยทำได้ ซ้ำยังมีแต่จะทำให้ตัวเขาเองต้องทนอยู่กับความเจ็บปวดไม่จบไม่สิ้น
“พ่อหนุ่มลบเรื่องราวในอดีตออกไปจากใจไม่ได้ก็จริง แต่ยายเชื่อว่าซักวันพ่อหนุ่มจะต้องใช้ชีวิตอย่างมีความสุขร่วมกับความทรงจำเหล่านั้นได้แน่นอน รับนี่ไปสิ... คิดซะว่าเป็นของขวัญเล็กๆน้อย”
“แต่ว่า...” สายตาคมของเด็กหนุ่มก้มมองสิ่งที่เหมือนจะเป็นสร้อยบนฝ่ามือของหญิงชราตรงหน้า ก่อนจะทำท่าปฏิเสธกลับไป เพิ่งเคยเจอกันไม่นานแบบนี้เขาจะกล้ารับมันไว้ได้งั้นหรือ?
“รับไปเถอะจ้ะ” คราวนี้เธอไม่รอให้เขาตอบอะไรอีกแล้ว ฝ่ามือเหี่ยวย่นที่ร่วงโรยไปตามกาลเวลานั้นยื่นมันสร้อยมาให้เขาในทันที “ของชินนี้เป็นเหมือนกับเครื่องรางที่ติดตัวยายมานานมากแล้ว และยายก็คิดว่ามันควรจะมีเจ้าของใหม่เสียที ฝากดูแลมันด้วยนะ”
“ครับ... ผมจะดูแลมันอย่างดี” อาจเป็นเพราะท่าทีที่ดูใจดีของเธอ เลยทำให้ฮันบินไม่กล้าแม้แต่จะปฏิเสธได้อีก แถมยังรับปากไปอีกว่าจะเก็บมันเอาไว้
เด็กหนุ่มก้มลงมองสิ่งที่อยู่ในมือก่อนจะมั่นใจว่ามันคือสร้อยนาฬิกาเรือนเก่า และดูเหมือนว่ามันจะมีอายุหลายสิบปีแน่ๆ ...พอฮันบินเงยหน้าขึ้นมาขึ้นมาอีกครั้งหญิงชราคนนั้นก็หายตัวไปเสียแล้ว เธออาจจะกลับเข้าไปพักผ่อนในร้านแล้วก็ได้ เพราะงั้นฮันบินจึงไม่กล้าเดินตามไปรบกวนเธอต่อ และเมื่อมองออกไปด้านนอกนั้นฝนก็หยุดตกพอดี ร่างสูงของเด็กหนุ่มจึงตัดสินใจก้าวเดินออกไปเพื่อตรงกลับที่พักหลังจากเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน
ประตูห้องบนอพาร์ทเมนต์ย่านใจกลางเมืองแห่งหนึ่งถูกเปิดออก ก่อนที่ฮันบินจะตรงเข้าไปอาบน้ำทันที ในตอนแรกเขาไม่มีความรู้สึกหิวเลยด้วยซ้ำ แต่ก็ต้องกินเพื่อให้ตัวเองอยู่ได้ และถึงแม้ว่าจะนอนไม่หลับ เขาก็ต้องพยายามข่มตาลงในทุกๆคืน เพราะบางทีการหลับตาอยู่ในความฝันนั้นทำให้เขามีความสุขมากกว่าการที่ต้องเผชิญหน้าอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงเสียอีก...
ดูอย่างตอนนี้สิ... ทั้งที่มันดึกมากๆและเขาควรจะนอนได้แล้ว แต่เด็กหนุ่มกลับลุกขึ้นมานั่งอยู่บนเตียงก่อนจะนึกได้ว่าวันนี้เขาได้รับอะไรติดมือมาจากหญิงชราคนนั้นด้วย สร้อยนาฬิกาถูกหยิบขึ้นมาและเปิดฝาออกเบาๆ เข็มนาฬิกาข้างในนั้นยังคงเดินอยู่แม้ว่ามันจะเก่ามากแล้วก็ตาม แปลกดี...
11:11 PM
ตอนที่เขาตัดสินใจวางมันลงที่เดิม นาฬิกาดิจิตอลบนหัวเตียงก็บอกกับฮันบินว่าตอนนี้ถึงเวลาที่เขาควรนอนเสียที ...จะว่าไปแล้ว เขาเคยอ่านเจอเรื่องตัวเลขแห่งความบังเอิญแบบนี้จากบทความในหนังสืออยู่เหมือนกัน เขาควรจะอธิษฐานดีมั้ยนะ? ถ้าหากว่ามันเป็นไปได้... หรือถ้าหากว่าพระเจ้าจะยอมฟังคำขอของเขาเพียงซักครั้ง...
เขาอยากขอให้พี่จินฮวานกลับมา... กลับมาหาเขาก็พอแล้วจริงๆ...
กุกกัก กุกกัก กุกกัก
“อืมมมมมม...” การเริ่มต้นวันใหม่ของฮันบินนั้นดูไม่ค่อยราบรื่นนัก ดูเหมือนว่าข้างๆห้องของเขากำลังจะมีคนย้ายเข้ามาอยู่ใหม่ เพราะเท่าที่จำได้ ห้องว่างเปล่านั้นไม่มีใครเข้ามาอยู่นานแล้วเหมือนกัน
นัยน์ตาคมพยายามเปิดรับแสงสว่างจากภายนอกอย่างยากลำบาก ก่อนที่ร่างสูงจะลุกขึ้นมานั่งบิดขี้เกียจเหมือนอย่างเคย
11:11 AM
สายแล้วแฮะ... ทำไมครั้งนี้เขาถึงได้นอนนานนัก แต่ก็ช่างเถอะ เพราะว่าถึงยังไงนี่ก็ยังเป็นช่วงปิดเทอมอยู่ เขาไม่จำเป็นต้องรีบตื่นขึ้นมา และแน่นอนว่าการจมอยู่กับความฝันที่ไม่มีวันเป็นจริงนั้นทำให้เขามีความสุขมากกว่า...
กุกกัก กุกกัก กุกกัก
เฮ้อ... เด็กหนุ่มถอนหายใจออกมาด้วยความรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย เพราะเขามั่นใจเลยว่าเสียงนี้จะต้องดังทั้งวันแน่นอน ถ้าเจ้าของห้องใหม่ยังย้ายเข้ามาไม่เสร็จ
หรือว่าเขาควรจะออกไปช่วยดีนะ?... ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าฮันบินไปเอาความดีของตัวเองมาจากส่วนไหน แต่พอรู้ตัวอีกทีเขาก็ออกมายืนอยู่หน้าห้องเสียแล้ว
“มีอะไรให้ช่วยมั้ยครับ?” ใบหน้าหล่อเหลาชะโงกมองผ่านเข้าไปยังบานประตูห้องข้างๆที่เปิดอยู่ก่อนจะส่งเสียงออกไป เผื่อว่าคนที่อยู่ด้านในนั้นจะอยากให้เขาช่วยอะไรบ้าง
“อะ... ขอโทษทีนะครับ ผมคงทำเสียงดังจนคุณตื่นต้องขึ้นมาแบบนี้ แต่ผมจะพยายามจัดของให้เสร็จเร็วๆ” แทนที่จะเรียกเขาให้เขาไปช่วย แต่เจ้าของห้องใหม่นั้นกลับเดินออกขอโทษขอโพยเขาเสียยกใหญ่ราวกับว่าตัวเองทำเรื่องผิดมหันต์
แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ฮันบินแปลกใจหรอก
สิ่งที่ทำให้ร่างกายของเขาแข็งทื่อจนไม่สามารถขยับหรือเคลื่อนไหวตัวได้คือน้ำเสียงอันแสนคุ้นเคยนั้นต่างหาก... และทันทีที่อีกฝ่ายเดินตรงออกมาหาเขา ฮันบินก็ไม่อาจละสายตาจากสิ่งที่เขากำลังมองอยู่ได้เลย...
เจ้าของใบหน้าแสนหวานร่างเล็กที่ยังคงยังคงวนเวียนอยู่ในความทรงจำและไม่มีวันลบเลือนออกไปได้...
ทำไมถึงมายืนอยู่ต่อหน้าเขาในเวลานี้ “พี่จินฮวาน...”
ปล. ฟิคยังไม่จบนะคะ รอติดตามต่อกันเนอะ สกรีมได้ในคอมเม้นท์
ในแท็ก #TIMEANDFALLENLEAVESFIC
หรือจะเมนชั่นมาดุด่าว่าตีเราที่ @Mewkiie13 ก็ได้นะ กระซิกๆ ;w;
2014.10.07
[OS] Behind II - ??? x Jinhwan
Couple: ??? x Jinhwan
Rate: NC-17
Note: เรื่องราวต่อเนื่องจากลิงค์นี้เลยนะคะ [OS] Behind
มาจนถึงตอนนี้แล้วก็ยังไม่รู้พี่จินจะคู่กับใครดี เฮะๆๆๆๆ -.,-
ว่าจะไม่พิมพ์ต่อก็มีแต่คนคะยั้นคะยอจนอะ.. แต่งก็แต่ง 555555
ตอนต่อไปอาจไม่มีแล้ว หรืออาจจะมีแล้วแต่โมเม้นท์ละกันเนอะ
อ่านแล้วรู้สึกยังไงอย่าลืมคอมเม้นท์บอกกันนะ เราอยากรู้ ;w;

ในยามราตรีที่มีเพียงความมืดมิดนั้นกล่อมให้ผู้คนหลับใหลและเข้าสู่ห้วงนิทราอันแสนหวาน
แต่ทว่า... ท่ามกลางความเงียบสงัดในเวลากลางคืนแบบนี้ ร่างกายที่เร่าร้อนกลับไม่สามารถสงบลงได้เลย...
ภายในห้องนอนสี่เหลี่ยมผืนหน้าขนาดกลางนั้นยังคงเต็มไปด้วยความร้อนระอุ ที่แม้แต่เครื่องปรับอากาศก็ไม่สามารถทำให้อุณหภูมิของสองร่างซึ่งกำลังนอนกอดก่ายกันไปมาอยู่บนเตียงนั้นเย็นลงเลยซักนิด...
“อึก... พี่จินฮวาน ฮืมมม...” เจ้าของเสียงทุ้มครางต่ำอยู่ในลำคออย่างต่อเนื่อง หลักจากที่พวกเขาเริ่มกิจกรรมบนเตียงมาได้ซักพัก
“อ..อ๊า... อะ..” คนที่นอนราบอยู่ใต้ร่างนั้นก็ไม่ต่างกันเลยซักนิด เสียงหวานยังคงครวญครางจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ขณะขยับสะโพกเข้าหาอีกฝ่ายอย่างไม่ลดละ เพราะความต้องการที่มีอยู่ภายในของเขานั้นแทบจะล้นทะลักออกมาได้ทุกเวลาเลยจริงๆ “เร็วกว่านี้สิ.. ฮันบิน อื้อออ... ฮันบินอ่า”
แต่ยิ่งเวลาผ่านไป ก็ยิ่งดูเหมือนว่าอะไรๆจะไม่ได้ดั่งใจเจ้าของร่างเล็กที่กำลังบิดตัวอยู่ใต้ร่างสูงนั้นเลย เพราะถึงแม้ว่าความเสียวซ่านจะแผ่ไปทั่วทุกอณูร่างกายแล้ว แต่เขาก็ยังรู้สึกว่ามันยังไม่เพียงพออีกอยู่ดี... มือเรียวเล็กคว้าไหล่กว้างตรงหน้าเอาไว้ทั้งสองข้างก่อนจะดันไปข้างหลังเพื่อให้คนที่อยู่ด้านบนนั้นนอนราบลงไปอีกฝั่ง
“พี่จิน-...” เด็กหนุ่มทำท่าจะประท้วงออกมาแต่กลับโดนนิ้วเรียวของอีกคนสั่งการให้หยุดเอาไว้ซะก่อน
“ชู่ว... พี่รู้ว่านายเหนื่อยนะฮันบิน นอนอยู่เฉยๆไปเถอะ อ๊ะ..” ไม่ร้องรอให้เจ้าตัวตอบรับหรือปฏิเสธอะไรทั้งนั้น ร่างเล็กก็เริ่มขยับกายอย่างเร่าร้อนขึ้นมาอีกครั้งจนได้จังหวะตามที่ตัวเองต้องการ
เสียงแผดร้องครวญครางเพราะความรู้สึกคับแน่นจากช่องทางด้านหลังดังขึ้นไปพร้อมๆเสียงเสียดสีของร่างกายที่กำลังปะทะเข้าหากันอย่างไม่หยุดหย่อน... เดิมทีนั้นจินฮวานคิดว่าคงใช้เวลาอีกซักพักกว่าที่กิจกรรมทุกอย่างจะจบลง แต่เขาก็คงคิดผิดถนัดเมื่ออยู่ๆอีกฝ่ายก็มีท่าทีต้องการปลดปล่อยออกมา
ซึ่งมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆเมื่อทุกอย่างทะยานไปจนถึงขีดสุด... น้ำสีขาวขุ่นถูกพ่นเข้ามาเต็มช่องทางด้านหลังทั้งๆที่ร่างเล็กยังอารมณ์ค้างอยู่ที่จุดเดิม
บ้าชะมัด... เขาทำได้เพียงสบถมันอยู่ภายในใจเท่านั้น
“ผมขอโทษนะ...” ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายก็คงจะรู้ว่าเขารู้สึกอย่างไรถึงได้ยื่นมือเข้ามาช่วยขยับแกนกายต่อจนถึงสุดปลายทาง
“ไม่ต้องคิดมากล่ะ... นายเอาแต่ทำงานคงเหนื่อยแย่ นอนพักไปเถอะ พี่ว่าจะไปอาบน้ำซักหน่อย” เจ้าของน้ำเสียงหวานก้มลงกระซิบแผ่วเบาที่ข้างหูก่อนจะกดจูบลงบนหน้าผากของอีกฝ่ายแล้วผละตัวออกมา
ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาเริ่มเป็นแบบนี้... ฮันบินที่ทำงานหนักทุกวันๆจนแทบไม่มีเวลานอนแล้วยังต้องมาคอยอยู่กับเขาอีกจนเกือบเช้า และถึงจะเป็นอย่างนั้นจินฮวานก็ยังรู้สึกว่ามันไม่เพียงพอสำหรับเขาอีกอยู่ดี
มือเรียวคว้าเอาผ้าขนหนูที่อยู่ใกล้ๆมาพันรอบเอวเอาไว้อย่างลวกๆแล้วเดินออกจากห้องไปแบบไม่เร่งรีบนัก ดวงตาคู่สวยมองเห็นห้องน้ำที่ตั้งอยู่ลึกเข้าไปด้านในสุดทางเดิน ก่อนจะขมวดคิ้วด้วยความสงสัยว่าเพราะอะไรที่ทำให้ไฟในนั้นยังคงถูกเปิดอยู่
แต่ความสงสัยของร่างเล็กก็อยู่ไม่ได้นานนักเมื่ออยู่ๆประตูตรงหน้าก็ถูกเปิดออกพร้อมกับการปรากฏตัวของเด็กหนุ่มร่างสูงเจ้าของรอยยิ้มและดวงตาปิดอันเป็นเอกลักษณ์
พวกเขาทั้งสองคนต่างยิ้มให้กันอย่างมีความหมายโดยไม่จำเป็นต้องพูดอะไรออกมาซักคำ
ประตูห้องน้ำถูกปิดลงอีกครั้ง... พร้อมกับสองร่างที่พากันหายเข้าไปด้านใน...
“พี่นี่...จริงๆเลย” เจ้าของเสียงแหบทุ้มเอ่ยพลางยกยิ้มขึ้นที่มุมปากขณะมองคนตรงหน้า “ใครใช้ให้นุ่งผ้าแบบนี้ออกมาเดินข้างนอกกันห้ะ?”
“แล้วไงล่ะ...” ร่างเล็กเอ่ยพร้อมกับยักไหล่เบาๆอย่างไม่ใส่ใจนัก “ป่านนี้ทุกคนเค้าก็หลับกันหมดแล้วนี่ ว่าแต่นายเหอะ... ทำไมถึงยังไม่นอน? ย่าห์ คิมจีวอน... สารภาพมาเถอะว่านายออกมารอเจอพี่น่ะ”
“แล้วแต่พี่จะคิดละกันครับ เพราะว่าตอนนี้ผมน่ะ...” คนที่ตัวสูงกว่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่าก่อนจะกลืนน้ำลายลงคออย่างอดไม่ได้จริงๆ ฝ่ามือหนาจัดการดันร่างเล็กไปชิดกับกำแพงอย่างรวดเร็วแล้วรีบเข้าจู่โจมด้วยจุมพิตที่แสนหวานในทันที
ใช้เวลาไม่นานเลยซักนิดกับการจัดการปลดเปลื้องผ้าทุกชิ้นออกไปให้พ้นร่างกาย เด็กหนุ่มร่างสูงตัดสินใจอุ้มคนตัวเล็กไปยืนใต้ฝักบัวพร้อมกับเปิดน้ำใส่อีกฝ่ายอย่างเอาแต่ใจ ...ก็เขาไม่ชอบความรู้สึกที่เหมือนได้กินของเหลือนี่
พอคิดได้อย่างนั้น นิ้วเรียวยาวก็รีบกดและชำแรกเข้าสู่ช่องทางด้านหลังเพื่อควานเอาสิ่งที่ยังคงติดค้างอยู่ภายในออกมาให้หมด ...การเริ่มต้นทำความสะอาดร่างกายคเป็นไปอย่างเชื่องช้า และที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะว่าจีวอนต้องการกระตุ้นอารมณ์ของอีกฝ่ายด้วยนั่นแหละ
คนอย่างพี่จินฮวานน่ะ... ชอบอะไรแบบนี้อยู่แล้ว ทำไมเขาจะไม่รู้...
และในเมื่อฮันบินไม่สามารถทำให้พี่จินฮวานมีความสุขจนถึงที่สุดได้... เขาก็จะเป็นคนเติมเต็มทุกๆอย่างให้เอง
กิจกรรมรักเริ่มต้นขึ้นอย่างเร่าร้อนภายในห้องน้ำที่แสนจะคับแคบนั้น แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาเลยซักนิดสำหรับเด็กหนุ่มทั้งสองคน ...ช่วงเวลาที่พวกเขาต่างได้มีความสุขร่วมกันช่างแสนยาวนานและกินเวลาไปไม่น้อยเลยทีเดียว
เสียงร้องครวญครางยังคงดังเล็ดลอดออกมาจากภายในห้องน้ำเป็นระยะๆ และถัดออกไปจากตรงนั้นไม่ไกลนัก... ร่างสูงของคิมฮันบินก็กำลังยืนฟังมันมาได้ซักพักแล้ว...
รอยยิ้มที่มุมปากถูกยกขึ้นอย่างไม่ค่อยพอใจ ซึ่งดูเหมือนว่าเขากำลังแค่นยิ้มให้กับความน่าสมเพชของตัวเองซะมากกว่า
ลับหลังเขา... พี่จินฮวานก็อยู่กับคิมจีวอนตลอดงั้นสินะ หลายครั้งแล้วที่เขาเอะใจสงสัยเรื่องระหว่างทั้งสองคน แต่ก็ไม่คิดเลยว่าจะได้มารับรู้ความจริงในสถานการณ์อย่างนี้
นี่มันบ้าชะมัด... แล้วเขาควรทำยังไงต่อไปล่ะ? ปล่อยไปง่ายๆอย่างนั้นเหรอ...หึ
ก็ดี... งั้นเขาจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นไปก่อนแล้วกัน
คิมจินฮวาน... พี่คิดผิดแล้วที่มาหักหลังผม
Rate: NC-17
Note: เรื่องราวต่อเนื่องจากลิงค์นี้เลยนะคะ [OS] Behind
มาจนถึงตอนนี้แล้วก็ยังไม่รู้พี่จินจะคู่กับใครดี เฮะๆๆๆๆ -.,-
ว่าจะไม่พิมพ์ต่อก็มีแต่คนคะยั้นคะยอจนอะ.. แต่งก็แต่ง 555555
ตอนต่อไปอาจไม่มีแล้ว หรืออาจจะมีแล้วแต่โมเม้นท์ละกันเนอะ
อ่านแล้วรู้สึกยังไงอย่าลืมคอมเม้นท์บอกกันนะ เราอยากรู้ ;w;

ในยามราตรีที่มีเพียงความมืดมิดนั้นกล่อมให้ผู้คนหลับใหลและเข้าสู่ห้วงนิทราอันแสนหวาน
แต่ทว่า... ท่ามกลางความเงียบสงัดในเวลากลางคืนแบบนี้ ร่างกายที่เร่าร้อนกลับไม่สามารถสงบลงได้เลย...
ภายในห้องนอนสี่เหลี่ยมผืนหน้าขนาดกลางนั้นยังคงเต็มไปด้วยความร้อนระอุ ที่แม้แต่เครื่องปรับอากาศก็ไม่สามารถทำให้อุณหภูมิของสองร่างซึ่งกำลังนอนกอดก่ายกันไปมาอยู่บนเตียงนั้นเย็นลงเลยซักนิด...
“อึก... พี่จินฮวาน ฮืมมม...” เจ้าของเสียงทุ้มครางต่ำอยู่ในลำคออย่างต่อเนื่อง หลักจากที่พวกเขาเริ่มกิจกรรมบนเตียงมาได้ซักพัก
“อ..อ๊า... อะ..” คนที่นอนราบอยู่ใต้ร่างนั้นก็ไม่ต่างกันเลยซักนิด เสียงหวานยังคงครวญครางจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ขณะขยับสะโพกเข้าหาอีกฝ่ายอย่างไม่ลดละ เพราะความต้องการที่มีอยู่ภายในของเขานั้นแทบจะล้นทะลักออกมาได้ทุกเวลาเลยจริงๆ “เร็วกว่านี้สิ.. ฮันบิน อื้อออ... ฮันบินอ่า”
แต่ยิ่งเวลาผ่านไป ก็ยิ่งดูเหมือนว่าอะไรๆจะไม่ได้ดั่งใจเจ้าของร่างเล็กที่กำลังบิดตัวอยู่ใต้ร่างสูงนั้นเลย เพราะถึงแม้ว่าความเสียวซ่านจะแผ่ไปทั่วทุกอณูร่างกายแล้ว แต่เขาก็ยังรู้สึกว่ามันยังไม่เพียงพออีกอยู่ดี... มือเรียวเล็กคว้าไหล่กว้างตรงหน้าเอาไว้ทั้งสองข้างก่อนจะดันไปข้างหลังเพื่อให้คนที่อยู่ด้านบนนั้นนอนราบลงไปอีกฝั่ง
“พี่จิน-...” เด็กหนุ่มทำท่าจะประท้วงออกมาแต่กลับโดนนิ้วเรียวของอีกคนสั่งการให้หยุดเอาไว้ซะก่อน
“ชู่ว... พี่รู้ว่านายเหนื่อยนะฮันบิน นอนอยู่เฉยๆไปเถอะ อ๊ะ..” ไม่ร้องรอให้เจ้าตัวตอบรับหรือปฏิเสธอะไรทั้งนั้น ร่างเล็กก็เริ่มขยับกายอย่างเร่าร้อนขึ้นมาอีกครั้งจนได้จังหวะตามที่ตัวเองต้องการ
เสียงแผดร้องครวญครางเพราะความรู้สึกคับแน่นจากช่องทางด้านหลังดังขึ้นไปพร้อมๆเสียงเสียดสีของร่างกายที่กำลังปะทะเข้าหากันอย่างไม่หยุดหย่อน... เดิมทีนั้นจินฮวานคิดว่าคงใช้เวลาอีกซักพักกว่าที่กิจกรรมทุกอย่างจะจบลง แต่เขาก็คงคิดผิดถนัดเมื่ออยู่ๆอีกฝ่ายก็มีท่าทีต้องการปลดปล่อยออกมา
ซึ่งมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆเมื่อทุกอย่างทะยานไปจนถึงขีดสุด... น้ำสีขาวขุ่นถูกพ่นเข้ามาเต็มช่องทางด้านหลังทั้งๆที่ร่างเล็กยังอารมณ์ค้างอยู่ที่จุดเดิม
บ้าชะมัด... เขาทำได้เพียงสบถมันอยู่ภายในใจเท่านั้น
“ผมขอโทษนะ...” ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายก็คงจะรู้ว่าเขารู้สึกอย่างไรถึงได้ยื่นมือเข้ามาช่วยขยับแกนกายต่อจนถึงสุดปลายทาง
“ไม่ต้องคิดมากล่ะ... นายเอาแต่ทำงานคงเหนื่อยแย่ นอนพักไปเถอะ พี่ว่าจะไปอาบน้ำซักหน่อย” เจ้าของน้ำเสียงหวานก้มลงกระซิบแผ่วเบาที่ข้างหูก่อนจะกดจูบลงบนหน้าผากของอีกฝ่ายแล้วผละตัวออกมา
ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาเริ่มเป็นแบบนี้... ฮันบินที่ทำงานหนักทุกวันๆจนแทบไม่มีเวลานอนแล้วยังต้องมาคอยอยู่กับเขาอีกจนเกือบเช้า และถึงจะเป็นอย่างนั้นจินฮวานก็ยังรู้สึกว่ามันไม่เพียงพอสำหรับเขาอีกอยู่ดี
มือเรียวคว้าเอาผ้าขนหนูที่อยู่ใกล้ๆมาพันรอบเอวเอาไว้อย่างลวกๆแล้วเดินออกจากห้องไปแบบไม่เร่งรีบนัก ดวงตาคู่สวยมองเห็นห้องน้ำที่ตั้งอยู่ลึกเข้าไปด้านในสุดทางเดิน ก่อนจะขมวดคิ้วด้วยความสงสัยว่าเพราะอะไรที่ทำให้ไฟในนั้นยังคงถูกเปิดอยู่
แต่ความสงสัยของร่างเล็กก็อยู่ไม่ได้นานนักเมื่ออยู่ๆประตูตรงหน้าก็ถูกเปิดออกพร้อมกับการปรากฏตัวของเด็กหนุ่มร่างสูงเจ้าของรอยยิ้มและดวงตาปิดอันเป็นเอกลักษณ์
พวกเขาทั้งสองคนต่างยิ้มให้กันอย่างมีความหมายโดยไม่จำเป็นต้องพูดอะไรออกมาซักคำ
ประตูห้องน้ำถูกปิดลงอีกครั้ง... พร้อมกับสองร่างที่พากันหายเข้าไปด้านใน...
“พี่นี่...จริงๆเลย” เจ้าของเสียงแหบทุ้มเอ่ยพลางยกยิ้มขึ้นที่มุมปากขณะมองคนตรงหน้า “ใครใช้ให้นุ่งผ้าแบบนี้ออกมาเดินข้างนอกกันห้ะ?”
“แล้วไงล่ะ...” ร่างเล็กเอ่ยพร้อมกับยักไหล่เบาๆอย่างไม่ใส่ใจนัก “ป่านนี้ทุกคนเค้าก็หลับกันหมดแล้วนี่ ว่าแต่นายเหอะ... ทำไมถึงยังไม่นอน? ย่าห์ คิมจีวอน... สารภาพมาเถอะว่านายออกมารอเจอพี่น่ะ”
“แล้วแต่พี่จะคิดละกันครับ เพราะว่าตอนนี้ผมน่ะ...” คนที่ตัวสูงกว่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่าก่อนจะกลืนน้ำลายลงคออย่างอดไม่ได้จริงๆ ฝ่ามือหนาจัดการดันร่างเล็กไปชิดกับกำแพงอย่างรวดเร็วแล้วรีบเข้าจู่โจมด้วยจุมพิตที่แสนหวานในทันที
ใช้เวลาไม่นานเลยซักนิดกับการจัดการปลดเปลื้องผ้าทุกชิ้นออกไปให้พ้นร่างกาย เด็กหนุ่มร่างสูงตัดสินใจอุ้มคนตัวเล็กไปยืนใต้ฝักบัวพร้อมกับเปิดน้ำใส่อีกฝ่ายอย่างเอาแต่ใจ ...ก็เขาไม่ชอบความรู้สึกที่เหมือนได้กินของเหลือนี่
พอคิดได้อย่างนั้น นิ้วเรียวยาวก็รีบกดและชำแรกเข้าสู่ช่องทางด้านหลังเพื่อควานเอาสิ่งที่ยังคงติดค้างอยู่ภายในออกมาให้หมด ...การเริ่มต้นทำความสะอาดร่างกายคเป็นไปอย่างเชื่องช้า และที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะว่าจีวอนต้องการกระตุ้นอารมณ์ของอีกฝ่ายด้วยนั่นแหละ
คนอย่างพี่จินฮวานน่ะ... ชอบอะไรแบบนี้อยู่แล้ว ทำไมเขาจะไม่รู้...
และในเมื่อฮันบินไม่สามารถทำให้พี่จินฮวานมีความสุขจนถึงที่สุดได้... เขาก็จะเป็นคนเติมเต็มทุกๆอย่างให้เอง
กิจกรรมรักเริ่มต้นขึ้นอย่างเร่าร้อนภายในห้องน้ำที่แสนจะคับแคบนั้น แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาเลยซักนิดสำหรับเด็กหนุ่มทั้งสองคน ...ช่วงเวลาที่พวกเขาต่างได้มีความสุขร่วมกันช่างแสนยาวนานและกินเวลาไปไม่น้อยเลยทีเดียว
เสียงร้องครวญครางยังคงดังเล็ดลอดออกมาจากภายในห้องน้ำเป็นระยะๆ และถัดออกไปจากตรงนั้นไม่ไกลนัก... ร่างสูงของคิมฮันบินก็กำลังยืนฟังมันมาได้ซักพักแล้ว...
รอยยิ้มที่มุมปากถูกยกขึ้นอย่างไม่ค่อยพอใจ ซึ่งดูเหมือนว่าเขากำลังแค่นยิ้มให้กับความน่าสมเพชของตัวเองซะมากกว่า
ลับหลังเขา... พี่จินฮวานก็อยู่กับคิมจีวอนตลอดงั้นสินะ หลายครั้งแล้วที่เขาเอะใจสงสัยเรื่องระหว่างทั้งสองคน แต่ก็ไม่คิดเลยว่าจะได้มารับรู้ความจริงในสถานการณ์อย่างนี้
นี่มันบ้าชะมัด... แล้วเขาควรทำยังไงต่อไปล่ะ? ปล่อยไปง่ายๆอย่างนั้นเหรอ...หึ
ก็ดี... งั้นเขาจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นไปก่อนแล้วกัน
คิมจินฮวาน... พี่คิดผิดแล้วที่มาหักหลังผม
2014.09.30
[OS] Bus Stop - Hanbin x Yunhyeong
Couple: Hanbin x Yunhyeong
Rate: G
Note: โดนพี่ @PlandiceeH กลั่นแกล้งอีกแล้ว TwT
คู่นี้ก็ไม่ง่ายเลยนะ ถึงจะมีโมเม้นท์ก็เถอะ 5555555
รอบนี้ขอเป็นแบบเรียบง่ายสบายๆแล้วกันเนอะ
อ่านแบบชิลๆก่อนเข้าหน้าฝน ><

- Song Yunhyeong -
ร้อนชะมัด... ทำไมอากาศถึงได้ร้อนอบอ้าวขนาดนี้นะ...
ขณะที่กำลังเดินออกมาจากห้องสมุดเพื่อเตรียมตัวจะกลับบ้าน ไอความร้อนก็พุ่งปะทะเข้าตัวผมทันที ทั้งๆที่ตอนนี้ก็เป็นเวลาเย็นมากแล้ว
โดยปกติหลังเลิกเรียนผมมักจะไปขลุกอยู่ที่ห้องสมุดของโรงเรียนก็เพราะว่าไม่อยากรีบกลับไปพร้อมกับอากาศร้อนๆเนี่ยแหละ และอีกส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะผมอยู่ม.ปลายปีสุดท้ายแล้วจึงต้องเตรียมตัวอย่างหนักเพื่อสอบเข้ามหา’ลัย ดังนั้นการอ่านหนังสือฆ่าเวลาระหว่างรอพระอาทิตย์ตกดินจึงช่วยผมได้เยอะเลยทีเดียว
แต่มันก็เท่านั้นแหละครับ เพราะอย่างที่บอกไปว่าตอนนี้อากาศก็ยังคงร้อนอบอ้าวอยู่ดี บางทีอาจเป็นเพราะตอนนี้ใกล้เข้าช่วงหน้าฝนแล้วก็ได้ ดูอย่างตอนนี้สิ แม้แต่ลมพัดซักนิดยังไม่มี มีแต่บรรยากาศอึมครึมที่ดูเหมือนว่า...
ครืนนนนนนนน
นั่นไงล่ะ... ยังไม่ทันขาดคำด้วยซ้ำ เสียงฟ้าร้องก็ขู่ดังเข้าให้ซะแล้ว บ้าชะมัดเลยแฮะ ถ้าอยากตกนักก็รีบตกลงมาเลยสิ อย่างน้อยๆอากาศจะได้เย็นลงบ้าง ร้อนชื้นแบบนี้มันครั่นเนื้อครั่นตัวจะตายชัก
เปาะ.. แปะ... เปาะ.. แปะ...
เฮ้ๆๆๆๆๆ รอให้ไปถึงป้ายรถเมล์แล้วขึ้นรถก่อนไม่ได้รึไงกัน บ้าเอ๊ย... แล้วผมจะทำไงได้ล่ะนอกจากยกกระเป๋าขึ้นมาบังฝนที่ตกลงมาเอาไว้พร้อมกับออกตัววิ่งอย่างรวดเร็ว
ดูเหมือนว่าความซวยจะมาเยือนผมซ้ำซากมากเกินไปแล้วจริงๆ เมื่ออยู่ๆผมก็เห็นว่ารถประจำทางสายที่ขึ้นเป็นประจำนั้นกำลังแล่นออกไปจากป้ายรถเมล์พอดี.. ว้อทเดอะ..!!
ป้ายรถเมล์ที่ไร้ผู้คนนั้นดูว่างเปล่าสำหรับผมซะเหลือเกิน พอแหงนหน้ามองท้องสีมืดทะมึนๆแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่าคนบนนั้นกำลังกลั่นแกล้งผมอยู่รึเปล่า ...เฮ้อ ว่าแต่ไอ้ป้ายรถเมล์นี่จะสร้างหลังคาเล็กๆขึ้นมาเพื่ออะไรวะ? ช่วยกันฝนได้ซะที่ไหนกัน มันก็สาดโครมๆเข้ามาอยู่ดี ดีนะที่วันนี้ผมพกร่มมาด้วย เพราะงั้นในตอนนี้ผมจึงเอามือล้วงกระเป๋าเพื่อควานหาร่มก่อนจะหยิบมันขึ้นมากางในทันที
หนาว... ผมนี่ยังไงกันนะ ก่อนหน้านี้เพิ่งจะบ่นว่าร้อนแท้ๆ
ในเวลาอย่างนี้ นักเรียนคนอื่นๆส่วนใหญ่ก็คงกลับกันหมดแล้ว แถมฝนยังตกลงมาหนักขึ้นเรื่อยๆอีก เลยไม่แปลกที่จะเหลือผมยืนรอรถอยู่คนเดียวแบบนี้ ไม่สิ... อันที่จริงแล้วยังมีใครอีกคนที่กำลังวิ่งตรงเข้ามาหลบฝนอยู่ที่ป้ายรถเมล์นี่เหมือนกัน
17:30 น. ที่เก่าเวลาเดิม
เด็กคนนั้น... เขาเป็นรุ่นน้องที่อยู่โรงเรียนเดียวกับผม ทุกๆวันหลังเลิกเรียนผมจะเห็นเขาเดินออกมารอรถที่ป้ายเดียวกันกับผมตลอด เอ่อ... มันจะดูแปลกไปมั้ยถ้าหากผมบอกว่าจริงๆแล้วผมแอบมองเขาอยู่ทุกวันเลย จะว่ายังไงดีล่ะ... หมอนั่นน่ะค่อนข้างโดดเด่นท่ามกลางเด็กนักเรียนมากมาย คือผมเองก็ไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับตัวเขามากนักหรอก รู้แค่ว่าเขาอยู่ม.ห้าแล้วเท่านั้น
น่าตลกดีที่ผมแอบมองเขามาตั้งเป็นเดือนๆได้แล้ว แต่ปกติที่ป้ายรถเมล์จะมีคนเยอะกว่านี้น่ะสิ แล้วพอมายืนอยู่ด้วยกันแค่สองคนแบบนี้ ผมก็เลยยิ่งรู้สึกทำตัวไม่ถูกเลยแฮะ
รถก็ยังไม่มา... แล้วนี่เมื่อไหร่ฝนจะหยุดซักทีนะ ไอ้ตัวผมน่ะไม่เท่าไหร่หรอกเพราะว่ามีร่ม แต่อีกคนที่ยืนอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากผมนี่ล่ะ ผมว่าอีกซักพักเขาคงได้เปียกปอนไปทั้งตัวแน่... เฮ้อ
“ฝนตกงี้ไม่ดีเลยเนอะ” ข้อความสั้นๆง่ายๆที่ผมบอกกับเขา ทำให้เจ้าตัวหันมามองผมเล็กน้อยก่อนจะเงยหน้ามองหลังคาร่มที่ผมเดินถือเข้าไปใกล้ๆแล้วแบ่งพื้นที่ให้
ถ้าหากถามว่าผมไปเอาความกล้ามาจากไหนนั้น... คำตอบคือ ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันนั่นแหละครับ ผมไม่อยากให้เขาตัวเปียกจนไม่สบายนี่ ยังไงซะเขาก็เป็นรุ่นน้องที่โรงเรียนผมนะ
“ขอบคุณครับ...” เจอหน้ากันเกือบทุกวัน แต่เพิ่งจะได้คุยกันก็วันนี้แหละ “วันนี้พี่มาเร็วจังเลยนะครับ”
“หืม?”
“ปกติผมมาถึงที่นี่ก่อนพี่นี่ครับ”
“อ่อ...” ทำไมหมอนี่ถึงได้รู้ด้วยล่ะว่าผมมาถึงตอนไหนอะไรยังไง แปลก... “พอดีวันนี้อ่านหนังสือเสร็จไวอะ-... จะว่าไปแล้ว นายก็กลับบ้านเย็นทุกวันเลยนะ”
“ผมซ้อมดนตรีอยู่ที่ชมรมอะครับ”
“อ่อ...” แล้วหลังจากนั้นทุกอย่างก็ถูกปกคลุมด้วยความเงียบอีกครั้ง ถึงแม้ว่าตอนนี้ฝนจะยังคงตกลงมาไม่หยุดก็ตามที
ผมว่าวันนี้รถมาช้ากว่าปกตินะ... แล้วนี่ผมต้องทนยืนอยู่แบบนี้อีกนานแค่ไหนกัน
“เหมือนพี่จะไม่ชอบฝนเลยนะครับ”
“...” พอได้ยินอีกฝ่ายถามอย่างนั้น ผมก็หันไปเลิกคิ้วใส่เขาทันที “ทำไมคิดว่างั้นอะ”
“ก็ดูพี่ทำหน้าหงุดหงิดมากเลย...”
“อ่า... ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก” ที่ผมทำหน้าแบบนั้นไม่ได้แปลว่าผมหงุดหงิดซะหน่อย ผมแค่รู้สึกอึดอัดและอยากให้รถรีบๆมาต่างหากเล่า “ฝนตกแบบนี้ก็เย็นดี... แล้วนายอะ ชอบตอนฝนตกเหรอ?”
“เมื่อก่อนก็ไม่หรอกครับ มันเฉอะแฉะ แต่อย่างที่พี่บอกแหละครับ ฝนตกแบบนี้ก็เย็นดี...” เจ้าของน้ำเสียงทุ้มนั้นตอบพลางหันมามองผมในประโยคสุดท้ายนั่น “รถผมมาแล้วอะครับ”
“อ..อืม งั้นก็ไปเถอะ”
“แล้วพี่ล่ะครับ?”
“อีกเดี๋ยวก็คงมา ...นั่นไง ตามมาข้างหลังนั่นแล้ว” ผมว่าขณะหันไปเห็นรถประจำทางสายที่ตัวเองขึ้นอยู่เป็นประจำกำลังขับแล่นตามมาติดๆ
“ขอบคุณนะครับที่ให้ยืมร่ม”
“อืม ไม่เป็นไรหรอก”
“กลับบ้านดีๆนะครับ”
นั่นเป็นประโยคสุดท้ายที่เขาบอกกับผมก่อนจะเดินขึ้นรถที่มาจอดเทียบท่านั้นไป
ถ้าผมรู้ตั้งแรกว่าจริงๆเขาก็ไม่ได้เป็นคนเข้าถึงยากอะไร... บางทีผมอาจจะชวนเขาคุยด้วยตั้งนานแล้ว
- Kim Hanbin -
เห... ทำไมวันนี้รุ่นพี่คนนั้นถึงได้มาก่อนล่ะ
ผมได้เก็บความสงสัยนั้นเอาไว้ในใจขณะรีบวิ่งเข้าไปหลบฝนอยู่ที่ป้ายรถเมล์ ซึ่งมันก็ไม่ช่วยทำให้ผมหนีน้ำฝนที่สาดกระเซ็นเข้ามาได้เลยซักนิด สร้างมาทำบ้าอะไรวะเนี่ย
“ฝนตกงี้ไม่ดีเลยเนอะ”
ทันทีที่ได้ยินเสียงนั้น ผมก็หันไปมองอีกคนที่เดินเข้ามาใกล้ๆผมพร้อมกับร่มในมือนั้นด้วย ...ใจดีชะมัดเลยแฮะ
“ขอบคุณครับ...” ถึงจะเจอหน้ากันเกือบทุกวันที่นี่ แต่นี่ก็เป็นครั้งแรกเลยที่อีกฝ่ายเดินเข้ามาคุยกับผมก่อน จะว่ายังไงดีล่ะ... จริงๆผมก็แอบมองเขาอยู่ทุกวันนะ “วันนี้พี่มาเร็วจังเลยนะครับ”
“หืม?”
“ปกติผมมาถึงที่นี่ก่อนพี่นี่ครับ”
“อ่อ...” คนที่ยืนถือร่มอยู่ข้างๆผมพยักหน้าตอบรับเบาๆก่อนจะพูดต่อ “พอดีวันนี้อ่านหนังสือเสร็จไวอะ-... จะว่าไปแล้ว นายก็กลับบ้านเย็นทุกวันเลยนะ”
“ผมซ้อมดนตรีอยู่ที่ชมรมอะครับ”
“อ่อ...” แล้วหลังจากนั้นทุกอย่างก็ถูกปกคลุมด้วยความเงียบอีกครั้ง ถึงแม้ว่าตอนนี้ฝนจะยังคงตกลงมาไม่หยุดก็ตามที
บรรยากาศแบบนี้มันคืออะไรกันนะ ถึงแม้ว่าลึกๆแล้วผมจะดีใจ แต่พอมองดูคนข้างๆแล้วเหมือนว่าเขาจะไม่ค่อยชอบใจซักเท่าไหร่เลย...
“เหมือนพี่จะไม่ชอบฝนเลยนะครับ”
“ทำไมคิดว่างั้นอะ” เจ้าตัวเลิกคิ้วเล็กน้อยพลางหันมาสบตากับผมอีกครั้ง
“ก็ดูพี่ทำหน้าหงุดหงิดมากเลย...” จริงๆนะ...
“อ่า... ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก” เขาตอบผมแล้วก็ระบายยิ้มออกมาเล็กน้อย คนบ้าอะไร... น่ารักชะมัดเลยแฮะ “ฝนตกแบบนี้ก็เย็นดี... แล้วนายอะ ชอบตอนฝนตกเหรอ?”
“เมื่อก่อนก็ไม่หรอกครับ มันเฉอะแฉะ แต่อย่างที่พี่บอกแหละ ฝนตกแบบนี้ก็เย็นดี...” แล้วมันก็ทำให้ผมได้คุยกับพี่ด้วย... เฮ้ๆ ใครมันจะกล้าตอบแบบนั้นกับคนที่เพิ่งคุยกันครั้งแรกล่ะ “รถผมมาแล้วอะครับ”
“อ..อืม งั้นก็ไปเถอะ”
“แล้วพี่ล่ะครับ?”
“อีกเดี๋ยวก็คงมา ...นั่นไง ตามมาข้างหลังนั่นแล้ว”
“ขอบคุณนะครับที่ให้ยืมร่ม”
“อืม ไม่เป็นไรหรอก”
“กลับบ้านดีๆนะครับ” ผมบอกลาอีกฝ่ายเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะตัดสินใจก้าวขึ้นรถไปในที่สุด
หวังว่าหลังจากนี้เราคงได้คุยกันอีกนะครับ :)
Rate: G
Note: โดนพี่ @PlandiceeH กลั่นแกล้งอีกแล้ว TwT
คู่นี้ก็ไม่ง่ายเลยนะ ถึงจะมีโมเม้นท์ก็เถอะ 5555555
รอบนี้ขอเป็นแบบเรียบง่ายสบายๆแล้วกันเนอะ
อ่านแบบชิลๆก่อนเข้าหน้าฝน ><

- Song Yunhyeong -
ร้อนชะมัด... ทำไมอากาศถึงได้ร้อนอบอ้าวขนาดนี้นะ...
ขณะที่กำลังเดินออกมาจากห้องสมุดเพื่อเตรียมตัวจะกลับบ้าน ไอความร้อนก็พุ่งปะทะเข้าตัวผมทันที ทั้งๆที่ตอนนี้ก็เป็นเวลาเย็นมากแล้ว
โดยปกติหลังเลิกเรียนผมมักจะไปขลุกอยู่ที่ห้องสมุดของโรงเรียนก็เพราะว่าไม่อยากรีบกลับไปพร้อมกับอากาศร้อนๆเนี่ยแหละ และอีกส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะผมอยู่ม.ปลายปีสุดท้ายแล้วจึงต้องเตรียมตัวอย่างหนักเพื่อสอบเข้ามหา’ลัย ดังนั้นการอ่านหนังสือฆ่าเวลาระหว่างรอพระอาทิตย์ตกดินจึงช่วยผมได้เยอะเลยทีเดียว
แต่มันก็เท่านั้นแหละครับ เพราะอย่างที่บอกไปว่าตอนนี้อากาศก็ยังคงร้อนอบอ้าวอยู่ดี บางทีอาจเป็นเพราะตอนนี้ใกล้เข้าช่วงหน้าฝนแล้วก็ได้ ดูอย่างตอนนี้สิ แม้แต่ลมพัดซักนิดยังไม่มี มีแต่บรรยากาศอึมครึมที่ดูเหมือนว่า...
ครืนนนนนนนน
นั่นไงล่ะ... ยังไม่ทันขาดคำด้วยซ้ำ เสียงฟ้าร้องก็ขู่ดังเข้าให้ซะแล้ว บ้าชะมัดเลยแฮะ ถ้าอยากตกนักก็รีบตกลงมาเลยสิ อย่างน้อยๆอากาศจะได้เย็นลงบ้าง ร้อนชื้นแบบนี้มันครั่นเนื้อครั่นตัวจะตายชัก
เปาะ.. แปะ... เปาะ.. แปะ...
เฮ้ๆๆๆๆๆ รอให้ไปถึงป้ายรถเมล์แล้วขึ้นรถก่อนไม่ได้รึไงกัน บ้าเอ๊ย... แล้วผมจะทำไงได้ล่ะนอกจากยกกระเป๋าขึ้นมาบังฝนที่ตกลงมาเอาไว้พร้อมกับออกตัววิ่งอย่างรวดเร็ว
ดูเหมือนว่าความซวยจะมาเยือนผมซ้ำซากมากเกินไปแล้วจริงๆ เมื่ออยู่ๆผมก็เห็นว่ารถประจำทางสายที่ขึ้นเป็นประจำนั้นกำลังแล่นออกไปจากป้ายรถเมล์พอดี.. ว้อทเดอะ..!!
ป้ายรถเมล์ที่ไร้ผู้คนนั้นดูว่างเปล่าสำหรับผมซะเหลือเกิน พอแหงนหน้ามองท้องสีมืดทะมึนๆแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่าคนบนนั้นกำลังกลั่นแกล้งผมอยู่รึเปล่า ...เฮ้อ ว่าแต่ไอ้ป้ายรถเมล์นี่จะสร้างหลังคาเล็กๆขึ้นมาเพื่ออะไรวะ? ช่วยกันฝนได้ซะที่ไหนกัน มันก็สาดโครมๆเข้ามาอยู่ดี ดีนะที่วันนี้ผมพกร่มมาด้วย เพราะงั้นในตอนนี้ผมจึงเอามือล้วงกระเป๋าเพื่อควานหาร่มก่อนจะหยิบมันขึ้นมากางในทันที
หนาว... ผมนี่ยังไงกันนะ ก่อนหน้านี้เพิ่งจะบ่นว่าร้อนแท้ๆ
ในเวลาอย่างนี้ นักเรียนคนอื่นๆส่วนใหญ่ก็คงกลับกันหมดแล้ว แถมฝนยังตกลงมาหนักขึ้นเรื่อยๆอีก เลยไม่แปลกที่จะเหลือผมยืนรอรถอยู่คนเดียวแบบนี้ ไม่สิ... อันที่จริงแล้วยังมีใครอีกคนที่กำลังวิ่งตรงเข้ามาหลบฝนอยู่ที่ป้ายรถเมล์นี่เหมือนกัน
17:30 น. ที่เก่าเวลาเดิม
เด็กคนนั้น... เขาเป็นรุ่นน้องที่อยู่โรงเรียนเดียวกับผม ทุกๆวันหลังเลิกเรียนผมจะเห็นเขาเดินออกมารอรถที่ป้ายเดียวกันกับผมตลอด เอ่อ... มันจะดูแปลกไปมั้ยถ้าหากผมบอกว่าจริงๆแล้วผมแอบมองเขาอยู่ทุกวันเลย จะว่ายังไงดีล่ะ... หมอนั่นน่ะค่อนข้างโดดเด่นท่ามกลางเด็กนักเรียนมากมาย คือผมเองก็ไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับตัวเขามากนักหรอก รู้แค่ว่าเขาอยู่ม.ห้าแล้วเท่านั้น
น่าตลกดีที่ผมแอบมองเขามาตั้งเป็นเดือนๆได้แล้ว แต่ปกติที่ป้ายรถเมล์จะมีคนเยอะกว่านี้น่ะสิ แล้วพอมายืนอยู่ด้วยกันแค่สองคนแบบนี้ ผมก็เลยยิ่งรู้สึกทำตัวไม่ถูกเลยแฮะ
รถก็ยังไม่มา... แล้วนี่เมื่อไหร่ฝนจะหยุดซักทีนะ ไอ้ตัวผมน่ะไม่เท่าไหร่หรอกเพราะว่ามีร่ม แต่อีกคนที่ยืนอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากผมนี่ล่ะ ผมว่าอีกซักพักเขาคงได้เปียกปอนไปทั้งตัวแน่... เฮ้อ
“ฝนตกงี้ไม่ดีเลยเนอะ” ข้อความสั้นๆง่ายๆที่ผมบอกกับเขา ทำให้เจ้าตัวหันมามองผมเล็กน้อยก่อนจะเงยหน้ามองหลังคาร่มที่ผมเดินถือเข้าไปใกล้ๆแล้วแบ่งพื้นที่ให้
ถ้าหากถามว่าผมไปเอาความกล้ามาจากไหนนั้น... คำตอบคือ ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันนั่นแหละครับ ผมไม่อยากให้เขาตัวเปียกจนไม่สบายนี่ ยังไงซะเขาก็เป็นรุ่นน้องที่โรงเรียนผมนะ
“ขอบคุณครับ...” เจอหน้ากันเกือบทุกวัน แต่เพิ่งจะได้คุยกันก็วันนี้แหละ “วันนี้พี่มาเร็วจังเลยนะครับ”
“หืม?”
“ปกติผมมาถึงที่นี่ก่อนพี่นี่ครับ”
“อ่อ...” ทำไมหมอนี่ถึงได้รู้ด้วยล่ะว่าผมมาถึงตอนไหนอะไรยังไง แปลก... “พอดีวันนี้อ่านหนังสือเสร็จไวอะ-... จะว่าไปแล้ว นายก็กลับบ้านเย็นทุกวันเลยนะ”
“ผมซ้อมดนตรีอยู่ที่ชมรมอะครับ”
“อ่อ...” แล้วหลังจากนั้นทุกอย่างก็ถูกปกคลุมด้วยความเงียบอีกครั้ง ถึงแม้ว่าตอนนี้ฝนจะยังคงตกลงมาไม่หยุดก็ตามที
ผมว่าวันนี้รถมาช้ากว่าปกตินะ... แล้วนี่ผมต้องทนยืนอยู่แบบนี้อีกนานแค่ไหนกัน
“เหมือนพี่จะไม่ชอบฝนเลยนะครับ”
“...” พอได้ยินอีกฝ่ายถามอย่างนั้น ผมก็หันไปเลิกคิ้วใส่เขาทันที “ทำไมคิดว่างั้นอะ”
“ก็ดูพี่ทำหน้าหงุดหงิดมากเลย...”
“อ่า... ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก” ที่ผมทำหน้าแบบนั้นไม่ได้แปลว่าผมหงุดหงิดซะหน่อย ผมแค่รู้สึกอึดอัดและอยากให้รถรีบๆมาต่างหากเล่า “ฝนตกแบบนี้ก็เย็นดี... แล้วนายอะ ชอบตอนฝนตกเหรอ?”
“เมื่อก่อนก็ไม่หรอกครับ มันเฉอะแฉะ แต่อย่างที่พี่บอกแหละครับ ฝนตกแบบนี้ก็เย็นดี...” เจ้าของน้ำเสียงทุ้มนั้นตอบพลางหันมามองผมในประโยคสุดท้ายนั่น “รถผมมาแล้วอะครับ”
“อ..อืม งั้นก็ไปเถอะ”
“แล้วพี่ล่ะครับ?”
“อีกเดี๋ยวก็คงมา ...นั่นไง ตามมาข้างหลังนั่นแล้ว” ผมว่าขณะหันไปเห็นรถประจำทางสายที่ตัวเองขึ้นอยู่เป็นประจำกำลังขับแล่นตามมาติดๆ
“ขอบคุณนะครับที่ให้ยืมร่ม”
“อืม ไม่เป็นไรหรอก”
“กลับบ้านดีๆนะครับ”
นั่นเป็นประโยคสุดท้ายที่เขาบอกกับผมก่อนจะเดินขึ้นรถที่มาจอดเทียบท่านั้นไป
ถ้าผมรู้ตั้งแรกว่าจริงๆเขาก็ไม่ได้เป็นคนเข้าถึงยากอะไร... บางทีผมอาจจะชวนเขาคุยด้วยตั้งนานแล้ว
- Kim Hanbin -
เห... ทำไมวันนี้รุ่นพี่คนนั้นถึงได้มาก่อนล่ะ
ผมได้เก็บความสงสัยนั้นเอาไว้ในใจขณะรีบวิ่งเข้าไปหลบฝนอยู่ที่ป้ายรถเมล์ ซึ่งมันก็ไม่ช่วยทำให้ผมหนีน้ำฝนที่สาดกระเซ็นเข้ามาได้เลยซักนิด สร้างมาทำบ้าอะไรวะเนี่ย
“ฝนตกงี้ไม่ดีเลยเนอะ”
ทันทีที่ได้ยินเสียงนั้น ผมก็หันไปมองอีกคนที่เดินเข้ามาใกล้ๆผมพร้อมกับร่มในมือนั้นด้วย ...ใจดีชะมัดเลยแฮะ
“ขอบคุณครับ...” ถึงจะเจอหน้ากันเกือบทุกวันที่นี่ แต่นี่ก็เป็นครั้งแรกเลยที่อีกฝ่ายเดินเข้ามาคุยกับผมก่อน จะว่ายังไงดีล่ะ... จริงๆผมก็แอบมองเขาอยู่ทุกวันนะ “วันนี้พี่มาเร็วจังเลยนะครับ”
“หืม?”
“ปกติผมมาถึงที่นี่ก่อนพี่นี่ครับ”
“อ่อ...” คนที่ยืนถือร่มอยู่ข้างๆผมพยักหน้าตอบรับเบาๆก่อนจะพูดต่อ “พอดีวันนี้อ่านหนังสือเสร็จไวอะ-... จะว่าไปแล้ว นายก็กลับบ้านเย็นทุกวันเลยนะ”
“ผมซ้อมดนตรีอยู่ที่ชมรมอะครับ”
“อ่อ...” แล้วหลังจากนั้นทุกอย่างก็ถูกปกคลุมด้วยความเงียบอีกครั้ง ถึงแม้ว่าตอนนี้ฝนจะยังคงตกลงมาไม่หยุดก็ตามที
บรรยากาศแบบนี้มันคืออะไรกันนะ ถึงแม้ว่าลึกๆแล้วผมจะดีใจ แต่พอมองดูคนข้างๆแล้วเหมือนว่าเขาจะไม่ค่อยชอบใจซักเท่าไหร่เลย...
“เหมือนพี่จะไม่ชอบฝนเลยนะครับ”
“ทำไมคิดว่างั้นอะ” เจ้าตัวเลิกคิ้วเล็กน้อยพลางหันมาสบตากับผมอีกครั้ง
“ก็ดูพี่ทำหน้าหงุดหงิดมากเลย...” จริงๆนะ...
“อ่า... ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก” เขาตอบผมแล้วก็ระบายยิ้มออกมาเล็กน้อย คนบ้าอะไร... น่ารักชะมัดเลยแฮะ “ฝนตกแบบนี้ก็เย็นดี... แล้วนายอะ ชอบตอนฝนตกเหรอ?”
“เมื่อก่อนก็ไม่หรอกครับ มันเฉอะแฉะ แต่อย่างที่พี่บอกแหละ ฝนตกแบบนี้ก็เย็นดี...” แล้วมันก็ทำให้ผมได้คุยกับพี่ด้วย... เฮ้ๆ ใครมันจะกล้าตอบแบบนั้นกับคนที่เพิ่งคุยกันครั้งแรกล่ะ “รถผมมาแล้วอะครับ”
“อ..อืม งั้นก็ไปเถอะ”
“แล้วพี่ล่ะครับ?”
“อีกเดี๋ยวก็คงมา ...นั่นไง ตามมาข้างหลังนั่นแล้ว”
“ขอบคุณนะครับที่ให้ยืมร่ม”
“อืม ไม่เป็นไรหรอก”
“กลับบ้านดีๆนะครับ” ผมบอกลาอีกฝ่ายเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะตัดสินใจก้าวขึ้นรถไปในที่สุด
หวังว่าหลังจากนี้เราคงได้คุยกันอีกนะครับ :)
Couple: Minho x Yunhyeong
Rate: G
Note: ทูซงที่รับคำสั่งมาจากพี่ @PlandiceeH สำเร็จลงได้ด้วยดี เย้ ;w;
เนื่องจากพล็อตที่คิดมามันต้องใช้รายละเอียดที่เราไม่ค่อยมีความรู้
แต่ก็พยายามหาข้อมูลและเขียนออกมาเท่าที่ทำได้แล้ว
ถ้าหากมีข้อผิดพลาดตรงไหนต้องขอโทษด้วยจริงๆนะคะ ^^

เบื่อ... ในเวลานี้คงไม่มีอะไรที่จะสามารถอธิบายอารมณ์ของซงยุนฮยองได้ดีไปกว่านี้แล้วจริงๆ
การที่เด็กหนุ่มวัยสิบแปดปีอย่างเขาต้องมานั่งอยู่บนเตียงสีขาวสะอาดนี่ และทำได้เพียงแค่มองออกไปนอกหน้าต่างอย่างไร้จุดหมายนั้น มันช่างน่าเบื่อสุดๆ...
ความรู้สึกเหมือนอยู่ไปวันๆ พอกินเสร็จ... ก็นอนต่อ... ขยับไปไหนก็แทบไม่ได้ แถมอาหารของโรงพยาบาลยังจืดชืดซะไม่มี
ที่ทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดไปยิ่งกว่านั้น คือการที่เขาไม่สามารถใช้ชีวิตเหมือนอย่างวัยรุ่นผู้ชายทั่วไปได้เลย
ถ้าไม่เป็นเพราะโรคหัวใจบ้าบออะไรนี่ ตอนนี้เขาอาจจะได้ลงไปที่สนามกลางแจ้งพร้อมกับไล่วิ่งเตะฟุตบอลเหมือนอย่างเด็กพวกนั้นแล้ว... นัยน์ตาคู่สวยได้แต่มองเพื่อนวัยเดียวกันกับเขาที่กำลังเล่นกันอย่างสนุกสนานก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ
ว่าแต่นี่มันกี่โมงแล้วนะ... ทำไมหมอนั่นถึงยังไม่มาหาเขาอีก ปกติก็มาตรงเวลาไม่ใช่รึไง?
...หากย้อนกลับไปเมื่อหลายวันก่อน ซงยุนฮยองคงยิ่งรู้สึกเบื่อยิ่งกว่านี้อีก เพราะนอกจากจะต้องนั่งๆนอนๆอยู่ภายในห้องสี่เหลี่ยมคนเดียวแล้ว เขาก็ไม่มีอะไรทำ และไม่มีแม้แต่เพื่อนเล่นเลยซักคน
คงต้องขอบคุณหมอคนนั้นแล้วล่ะมั้ง ที่อยู่ๆก็โผล่เข้ามาให้โดนเขากวนใจเล่นน่ะ
‘สวัสดี... หมอมาจากแผนกจิตเวชนะ’ ชายหนุ่มร่างสูงผิวค่อนข้างคล้ำนั้นเดินเข้ามาแนะนำตัวกับเขาด้วยรอยยิ้มที่ดูเป็นมิตร จำได้ว่าวันนั้นยุนฮยองมองอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนจะไปหยุดลงที่ป้ายชื่อบนหน้าอกข้างซ้ายนั่น ซงมินโฮ... นามสกุลเหมือนเขาเลยแฮะ แต่มันก็ไม่ได้สำคัญอะไรกับเขาอะไรนี่ เพราะสิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ...
‘ผมไม่ได้เป็นบ้าซักหน่อย หมอเข้าห้องผิดรึเปล่าครับ’
‘ฮ่าๆๆ หมอก็ยังไม่ได้บอกว่านายมีอาการทางจิตเลยนี่’
‘ถ้างั้นทำไม...’
‘ก็อย่างที่รู้ๆกัน อีกไม่กี่วันนายต้องเข้ารับการผ่าตัดหัวใจแล้ว ระหว่างนี้หมอต้องทำหน้าที่ตรวจและดูแลสุขภาพจิตของผู้ป่วยควบคู่ไปด้วย นายเองก็เพิ่งอายุไม่เท่าไหร่ คงจะกังวลมากเลยล่ะสิ’
‘ใครว่าผมกังวลกันเล่า ผมไม่ได้เครียดขนาดนั้นซักหน่อย’
‘งั้นเหรอ?... ยังไงก็เถอะ หมอต้องมานั่งคุยกับนายทุกวันอยู่ดี อย่าเพิ่งเบื่อกันซะก่อนล่ะ’
ยุ่งยากชะมัด ทำไมเขาต้องนั่งคุยกับหมอคนนี้เหมือนคนเข้ารักษาอาการทางจิตด้วย
แต่อันที่จริงแล้วหมอก็พูดถูก... เขากังวลอยู่ ใช่... ก็จะไม่ให้เขาเครียดได้ยังไงในเมื่อนี่อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาจะได้หายใจต่อ คนที่ไม่ได้มีร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่เกิดอย่างเขาคงไม่มีทางเข้าใจหรอก
การต้องเข้าๆออกๆโรงพยาบาลตั้งแต่เด็กไม่ใช่เรื่องสนุก และยุนฮยองก็ไม่อยากจะมาที่นี่อีกแล้ว ถ้าหากว่าทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี... เขาก็อาจจะมีสิทธิ์ใช้ชีวิตอย่างคนปกติได้
“มัวแต่คิดอะไรอยู่น่ะเรา” เสียงทุ้มเข้มดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของคุณหมอร่างสูง เขาเดินเข้ามาใกล้กับเตียงที่ยุนฮยองนอนอยู่และเลิกคิ้วถามด้วยความสงสัย
“เปล่าครับ ไม่ได้คิดอะไร”
ถึงจะปฏิเสธออกไปอย่างนั้น แต่ดูเหมือนคนเป็นหมอย่อมรู้ดีอยู่แล้วว่าเด็กหนุ่มกำลังโกหก นัยน์ตาคมมองตามสายตาของคนที่นั่งเล่นอยู่บนเตียงออกไปยังนอกหน้าต่าง ก่อนจะรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังมองดูอะไรอยู่
“อยากเล่นฟุตบอลเหรอ?”
“...” ยุนฮยองเบือนหน้ากลับมามองคนตัวสูงกว่าพลางขมวดคิ้วไปด้วย ทำไมหมอซงคนนี้ถึงได้รู้อีกแล้วนะ “ถึงอยากผมก็เล่นไม่ได้อยู่ดีอะ”
ห้ามวิ่ง ห้ามออกกำลังกาย ต้องกินแต่อาหารที่โรงพยาบาลจัดให้ ต้องกินยาให้เป็นเวลา... ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นกฎเกณฑ์ที่เขาต้องทำตาม ขืนให้ออกไปวิ่งในสภาพแบบนี้ มีหวังคงได้ล้มพับอยู่ตรงนั้นนั่นแหละ
“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ”
“นี่หมอ... อยากฆ่าผมทางอ้อมรึไง”
“หึ... ใช่ซะที่ไหน” ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แต่ยุนฮยองรู้สึกไม่ชอบรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของอีกคนเอาซะเลย “ตามมาสิ นายอยากเล่นบอลไม่ใช่เหรอ”
“ไปไหนครับ?”
“มาเถอะน่า”
แปลก... ก็ปกติพวกเขานั่งคุยกันแต่ในห้องนี้ แล้วทำไมอยู่ๆถึงได้ถูกพาไปที่อื่นล่ะ ถึงจะรู้ว่ามันไม่ได้น่ากลัวอะไร แต่มันก็อดสงสัยไม่ได้จริงๆนี่นา
“ทำไมวันนี้มาช้าอะครับ” เพราะว่าระหว่างทางเดินนั้นมันเงียบเกินไป ยุนฮยองจึงตัดสินใจถามขึ้นมา ทั้งที่จริงแล้วเขาก็ไม่ได้อยากรู้นักหรอก
“พอดีมีธุระต้องไปจัดการนิดหน่อยน่ะ ...ทำไม? คิดถึงหมอ?”
“หาาาา? อย่าคิดไปเองจะได้มั้ยครับ”
“ก็ใครจะไปรู้ล่ะ ฮะๆๆๆ”
ยังมีหน้ามาหัวเราะกันอีกนะ... แล้วไงล่ะ? ถ้าเขาคิดถึงจริงๆมันผิดด้วยงั้นเหรอ? ก็เจ้าตัวเล่นเข้ามาป้วนเปี้ยนวนเวียนอยู่กับเขาจะครบอาทิตย์อยู่แล้ว พอวันนี้มาช้า มันก็เลยอดรู้สึกแปลกๆไม่ได้นี่ แล้วดูนั่น... จะหันมายิ้มด้วยท่าทางใจดีให้เขาอีกทำไม หมอโรงพยาบาลนี้ชอบกวนประสาทคนไข้เหมือนกันหมดรึเปล่านะ
“นี่มันที่ไหนกันครับ”
“ห้องทำงานของหมอเอง”
“แล้ว... หมอพาผมมาที่นี่ทำไม?”
แทนที่จะตอบคำถามนั้น ชายหนุ่มร่างสูงกลับเดินไปที่มุมห้องเหมือนกำลังค้นหาอะไรซักอย่าง ก่อนจะเดินกลับมาที่โต๊ะทำงานอีกทีพร้อมกับโต๊ะเกมส์ฟุตบอลขนาดเล็ก
“เล่นบอลกัน”
“ห้ะ?” ยุนฮยองขมวดคิ้วจนยุ่งขณะมองคนตรงหน้าอย่างไม่ค่อยเข้าใจนัก
“นายอยากเล่นบอลนี่ แต่นายวิ่งไม่ได้ งั้นเราก็มาเล่นกันแบบนี้นั่นแหละ สนุกนะ หมอชอบเล่นกับเพื่อนบ่อยๆ” เจ้าของเครื่องเล่นตรงหน้าว่าพลางเข้าประจำตำแหน่งอย่างเรียบร้อย “มาแข่งกันมั้ยล่ะ?”
“ท้าผมเหรอ?”
“ก็ใช่ไง วันนี้หมอไม่มีงานแล้ว ให้เล่นกับนายทั้งวันยังได้”
“คอยดูเถอะ... แล้วหมอจะเสียใจที่มาท้าผม” รอยยิ้มถูกแต้มบนมุมปากของเด็กหนุ่ม ก่อนที่การแข่งขันจะเริ่มต้นขึ้นภายในห้องทำงานเล็กๆนั้น
.
.
.
“เย้~!!” เสียงตะโกนดีใจดังขึ้นมาจากในห้องทำงานของซงมินโฮอีกครั้ง หลังจากที่เด็กหนุ่มอีกคนสามารถทำประตูได้ด้วยการยิงเข้าโกล์ไปอย่างแม่นยำ “สิบแปดต่อหก!! หมอแพ้ผมแล้วนะ”
“อ่า... แย่ชะมัด”
“บอกแล้วไงว่าหมอจะต้องเสียใจ”
“ก็ได้ๆ หมอยอมแพ้แล้ว หึ...” คนที่ตัวสูงกว่าเอ่ยพร้อมกับยื่นมือเข้ามาขยี้ผมของยุนฮยองเบาๆ “กลับห้องได้แล้วมั้ง พ่อแม่นายน่าจะใกล้มาเยี่ยมแล้วล่ะ”
“ห้ะ?... เอ่อ ครับ พ่อกับแม่ผมคงเลิกงานพอดี”
ทำไมอยู่ๆหัวใจของเขาถึงได้เต้นแปลกๆแบบนี้นะ... ระหว่างที่กำลังเดินกลับห้องประจำไปพร้อมๆกับคุณหมอซงนี่ ยุนฮยองได้แต่คิดด้วยความสงสัย ก่อนจะเลื่อนมือขึ้นมากุมที่หน้าอกข้างซ้ายโดยไม่รู้ตัว
“เป็นอะไรไปรึเปล่า? นายเจ็บหน้าอกเหรอ?”
“...เปล่าครับ ไม่มีอะไร”
“แน่ใจนะ?”
“แน่ใจครับ ...ถึงห้องผมแล้ว ส่งแค่นี้ก็ได้”
“อืม ถ้าไม่เป็นไรก็ดีแล้ว อีกไม่กี่วันนายต้องผ่าตัด ดูแลตัวเองดีๆล่ะ จริงๆวันนี้นายอุตส่าห์ชนะเกมทั้งที มีอะไรที่อยากได้บ้างมั้ย?”
“ผมเหรอ?...” ผู้ป่วยร่างบางก้มหน้าคิดหาคำตอบที่ล่อยลอยอยู่ภายในหัวของตัวเอง เขาไม่รู้นี่ว่าต้องการหรืออยากได้อะไร แต่ถ้าจะให้ขอจากคนตรงหน้านี่ล่ะก็... “วันที่ผมผ่าตัด”
“...”
“คงจะดีถ้าหมออยู่ด้วย”
“ได้สิ”
“ครับ?” ยุนฮยองเงยหน้าขึ้นมาทันทีที่ได้ยินอย่างนั้น
“หมอบอกว่าได้ ...จะพยายามเคลียร์งานนะ”
“อ่าครับ... ขอบคุณนะครับ” พูดจบเพียงเท่านั้น เด็กหนุ่มก็เปิดประตูหนีเข้าห้องไปโดยไม่เข้าใจเหมือนกันว่าตัวเองกำลังหนีอะไร และที่ยิ่งไปกว่านั้น คืออาการเต้นตุบๆของหัวใจของเขาก็ยังคงอยู่ แถมความร้อนผ่าวที่เกิดขึ้นบนใบหน้านี่ยังมารบกวนความคิดของเขาอีก ...นี่เขาเป็นบ้าอะไรไป
มันต้องเป็นเพราะว่าเขาอยู่กับหมอโรคจิตมากเกินไปแล้วแน่ๆ...
.
.
.
แต่ละวันที่ผ่านไปนั่นช่างรวดเร็วจนน่าตกใจ... ทุกๆวันเด็กหนุ่มต้องลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมกับความหวังที่จะได้นั่งพูดคุยกับคุณหมอคนโปรดที่เจ้าตัวก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเผลอให้ตำแหน่งนั้นไปตั้งแต่เมื่อไหร่
พรุ่งนี้แล้วที่ยุนฮยองจะต้องเข้ารับการผ่าตัด แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมอยู่ๆเขาถึงได้รู้สึกกลัวขึ้นมา ถ้าหาก... ถ้าหากว่าเขาทำไม่ได้ล่ะ นอกจากพ่อแม่แล้ว เขาก็จะไม่ได้เจอหมอซงอีกด้วยใช่มั้ย เพียงแค่คิดอย่างนั้น... ความกล้าทั้งหมดก็แทบหายไปจนเขารู้สึกไม่อยากผ่าตัดเลย
แล้วทำไมวันนี้หมอซงถึงได้มาสายอีก... นี่มันสายกว่าครั้งก่อนเลยนะ
เด็กหนุ่มเจ้าของร่างผอมบางค่อยๆก้าวลงจากเตียงขณะที่คิดว่าจะออกสูดอากาศข้างนอกเสียหน่อย ในเมื่ออีกฝ่ายไม่มาหา งั้นเขาก็ไปหาเองแล้วกัน ...เรียวขาเล็กก้าวไปตามทางเดินของโรงพยาบาลก่อนจะหยุดลงเมื่อเห็นร่างคุ้นตาของใครบางคน
มุมปากทั้งสองข้างถูกยกยิ้มขึ้นมาอย่างดีใจขณะที่กำลังก้าวขาเข้าไปหาคุณหมอที่ยืนอยู่ตรงนั้น
แต่ยังไม่ทันไร ยุนฮยองก็ต้องหยุดตัวลงเพราะเห็นว่ามีพยาบาลเดินเข้าไปหาร่างสูงของคุณหมอซงนั่น ดูเหมือนว่าพวกเขาจะกำลังคุยเรื่องงานกันอยู่นะ เพราะงั้นเขาเลยกะว่าจะรอยู่ตรงนั้นต่อไปเพื่อให้พวกเขาคุยกันเสร็จก่อน
“พรุ่งนี้ผมมีตารางงานด้วยเหรอ? ทำไมไม่เห็นรู้เลย”
“เป็นเคสด่วนที่เพิ่งย้ายมาน่ะค่ะ และนี่ก็เป็นแฟ้มข้อมูลคนไข้”
“แต่ว่าพรุ่งนี้ผม... ไม่มีคนอื่นแล้วจริงๆเหรอครับ”
“อ่า... เกรงว่าจะไม่มีนะคะ ก็เห็นว่ามีคุณหมอซงว่างอยู่คนเดียวนี่แหละค่ะ”
“เอาไงดี... ผมอยากแลกเวรนะ ถ้ามีคนอยากแลกรบกวนรีบบอกผมด้วยได้มั้ย”
“คงจะยากหน่อย แต่ดิฉันจะพยายามสอบถามให้นะคะ”
“ขอบคุณมากครับ”
...แย่ชะมัด ทำไมสิ่งที่เพิ่งได้ยินมันถึงทำให้เขารู้สึกแย่ถึงขนาดนี้นะ แม้ว่าอยากจะก้าวเท้าออกไปจากตรงนี้มากมายซักเท่าไหร่ มันก็ยากเกินกว่าจะทได้จริงๆ
“อ้าว ยุนฮยอง... นายออกมาทำอะไรอยู่ตรงนี้” คุณหมอร่างสูงที่หันมาเห็นเขานั่นเดินตรงเข้ามาถามอย่ารวดเร็วจนเขาตั้งตัวไม่ทัน
“ผม... แค่ออกมาเดินเล่น”
“เมื่อกี้นี้นายคงจะไม่...”
พอได้ยินแบบนั้นเด็กหนุ่มก็ลังเลที่จะเงยหน้าขึ้นมามองอีกฝ่าย “ช่างมันเถอะครับ ไม่เป็นไรหรอก”
“นายก็รู้ว่าโกหกหมอไม่เก่ง”
“...” ในเมื่อรู้อยู่แล้วยังจะมาถามเขาอีกทำไมล่ะ “ก็ได้... ผมไม่ชอบคนผิดสัญญา ไม่ชอบ... แล้วก็เกลียดมากๆด้วย”
ไงล่ะ... พอเขาพูดออกมาตรงๆแล้วทำไมถึงได้ยืนนิ่งอย่างนั้น ว่าแล้วเชียว... ในเมื่อเขาพูดไปก็รับไม่ได้ แล้วจะให้เขาพูดมันออกมาทำไม
ยุนฮยองตัดสินใจหันหลังแล้วเดินกลับไปตามทางโดยไม่คิดจะหันกลับไปมองร่างสูงอีกครั้ง ช่างเถอะ ยังไงตอนนี้ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงได้ พรุ่งนี้เขายังต้องผ่าตัดอยู่ดี... แต่ตอนนี้เขาแค่ขอเวลาอยู่คนเดียวซักพักก็พอ เพราะดูเหมือนว่าอีกฝ่ายก็ไม่คิดจะตามเขามาเหมือนกัน...
ในห้องสี่เหลี่ยมนี่มันเงียบชะมัด... เงียบกว่าครั้งแรกที่เขาเข้ามานอนในโรงพยาบาลนี่อีก
เด็กหนุ่มนั่งกอดเข่าอยู่บนเตียงขาวสะอาดนั้นเพียงลำพังขณะที่คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย จนกระทั่งได้ยินเสียงเคาะประตูนั่นแหละ เขาถึงได้เงยหน้าขึ้นมาอย่างมีความหวัง แต่ทว่าคนที่เปิดประตูเข้ามากลับเป็นพยาบาลสาวที่คงเอายาเข้ามาให้เขาเท่านั้น...
“ได้เวลาทานยาแล้วนะคะ” เธอพูดเสียงนุ่มขณะเดินเข้าใกล้ๆแล้วส่งยาให้
เด็กหนุ่มรับยามากมายเหล่านั้นแล้วโยนเข้าปากทีเดียวรวดด้วยความเคยชิน ก็นะ... หวังว่าหลังจากนี้เขาจะได้กินมันน้อยลงบ้าง
“พรุ่งนี้ต้องเข้าผ่าตัดแล้วสินะคะ ได้ยินว่าคุณหมอซงสัญญากับคุณไว้ว่าจะอยู่ด้วยในวันผ่าตัด” จะว่าไปแล้ว... ยุนฮยองก็เพิ่งสังเกตว่าพยาบาลคนนี้เป็นคนเดียวกันกับคนที่เขาเห็นเมื่อครู่ “แต่น่าเสียดายที่มีงานเข้ามาซะก่อน ตอนนี้คุณหมอแกวิ่งวุ่นใหญ่เลยล่ะค่ะ”
“อะไรนะครับ?”
“ก็คุณหมอน่ะสิคะ พยายามจะแลกเวรให้ได้เลย ตอนนี้ก็คงวิ่งไปทั่วโรงพยาบาลแล้วมั้ง”
“จ..จริงเหรอครับ?” บ้าน่า... เขานึกว่าพอพูดออกไปตรงๆอย่างนั้นแล้วจะโดนอีกฝ่ายโกรธซะอีก
“จริงสิคะ ถ้าแลกได้ก็คงดีเนอะ”
“อ่า... ครับ” เด็กหนุ่มตอบรับเบาๆก่อนจะก้มหน้าลงมองปลายเท้าของตัวเองอย่างเลื่อนลอย ในขณะที่คุณพยาบาลคนนั้นขอตัวออกไปจากห้องเรียบร้อยแล้ว
ทำยังไงดีล่ะ เขาไม่คิดเลยว่าตัวเองจะสำคัญอะไรขนาดนั้น จริงๆมันก็เป็นแค่คำขอธรรมดาของคนป่วยที่อีกฝ่ายจะไม่สนใจก็ได้ แต่คุณหมอซงคนนั้นก็ยังรับปาก แถมยังจะทำตามสัญญาให้ได้ด้วย
แล้วเมื่อกี้นี้เขาพูดแรงเกินไปมั้ยนะ... ทั้งที่มันไม่ใช่ความผิดของหมอเลย การที่อยู่ๆก็มีงานเข้ามาอย่างเร่งด่วนนั้น มันไม่ใช่ความผิดของใคร...
ยุนฮยองตัดสินใจลงจากเตียงอีกครั้งแล้วรีบก้าวขาอย่างรวดเร็วเพื่อตามหาคนที่กำลังทำเพื่อเขาอยู่ น่าเสียดายที่โรงพยาบาลนี้กว้างเกินกว่าที่เขาจะใช้เวลาไม่นาน เรียวขาเล็กยังคงเดินต่อไปเรื่อยๆก่อนจะเร่งความเร็วจนแทบกลายเป็นการวิ่งไปจนทั่วทางเดิน
ที่ห้องทำงานก็ไม่อยู่... แน่ล่ะ อีกฝ่ายคงกำลังทำงานหนักเพราะเขาเช่นกัน ตอนนี้ยุนฮยองไม่รู้ว่าควรทำยังไงต่อดีแล้ว เขาแค่รู้สึกอยากจะขอโทษก่อนที่จะไม่มีโอกาสพูดคำนั้นออกมา แต่ว่าทำไมกันนะ... ทำไมเขาถึงได้รู้สึกเหนื่อยอย่างนี้
เหงื่อที่เกาะพราวและไหลลงมาตามโครงหน้าทำให้เด็กหนุ่มเริ่มรู้สึกตัวว่าเขาเพิ่งใช้กำลังในการวิ่งมากเกินไป... มันรู้สึกจุกแน่นไปทั่วหน้าอก และโดยไม่ทันรู้ตัว... เขาก็ล้มพับลงไปนอนอยู่บนพื้นเรียบร้อยแล้ว
ไม่ได้นะ... เขายังไม่ได้ขอโทษคุณหมอเลย เขาจะมาง่วงตอนนี้ไม่ได้ อา... แต่ทำไมดวงตานี่ถึงไม่ยอมเชื่อฟังกันซะเลย ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้าเขาดูพร่าเลือนไปหมด และสุดท้ายแล้ว... มันก็ถูกดับวูบลงไป
.
.
.
ร่างสูงของชายหนุ่มผิวเข้มเดินตรงขึ้นบันไดมาเรื่อยๆจนถึงดาดฟ้าตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้... บุหรี่ในมือถูกยกขึ้นมาสูบอย่างต่อเนื่อง ควันบุหรี่ถูกอัดเข้าปอดซ้ำแล้วซ้ำเล่า... ดูเหมือนว่าหลังๆมานี่เขาจะติดมันมากเกินไปซะแล้ว
ดวงตาคมทั้งสองข้างเหม่อมองออกไปยังท้องฟ้ากว้างแล้วก็อดคิดถึงใครบางคนในความทรงจำไม่ได้... ใครบางคนที่ไม่เคยเลือนหายไปจากใจของเขาได้เลย...
...
....
“คิดอะไรอยู่ครับ?” เสียงนั้นดังขึ้นพร้อมกับการที่เด็กหนุ่มในชุดนักเรียนเดินเข้ามายืนอยู่ทางด้านข้างเขา และนั่นก็ทำให้มินโฮถึงกับต้องรีบดับบุหรี่ลงในทันที
“ก็...”
“คิดถึงผมอะดิ”
“หึ... โดนรู้ทันจนได้ นายก็เดาใจเก่งเหมือนกันนี่ซงยุนฮยอง”
“นี่ผมก็กะว่าจะลองไปสอบจิตแพทย์ดูเหมือนกันนะ”
“ก็ลองดูสิ”
“ครับ” ใบหน้าหวานคมนั้นหันมายิ้มให้เขาซะกว้างก่อนจะระบายยิ้มอ่อนๆ “ขอบคุณนะครับ... ถ้าวันนั้นหมอไม่มาเห็นผมพอดี ผมอาจจะไม่ได้มายืนอยู่ที่นี่ในเวลานี้ก็ได้”
“นายพูดถึงเรื่องนั้นอีกแล้ว...”
“ไม่รู้สิ... ถึงความทรงจำนั้นมันจะมีเรื่องที่น่ากลัวอยู่บ้างตอนที่ผมคิดว่าตัวเองต้องตายแล้วแน่ๆ แต่มันก็ยังมีเรื่องราวดีๆระหว่างผมกับหมออยู่นะ พอนึกถึงทีไรมันก็เลยอดพูดขึ้นมาไม่ได้”
“ขอบใจเหมือนกันนะ...” น้ำเสียงทุ้มเข้มนั้นเอ่ยออกมาก่อนจะดึงร่างเล็กของอีกฝ่ายเข้าไปกอดเอาไว้แน่น “ขอบใจที่นายยังยืนอยู่ตรงนี้”
“ไม่เป็นไรหรอกครับ ตราบใดที่หัวใจผมยังไม่หยุดเต้น... ผมไม่มีทางทิ้งหมอไปไหนหรอก”
Rate: G
Note: ทูซงที่รับคำสั่งมาจากพี่ @PlandiceeH สำเร็จลงได้ด้วยดี เย้ ;w;
เนื่องจากพล็อตที่คิดมามันต้องใช้รายละเอียดที่เราไม่ค่อยมีความรู้
แต่ก็พยายามหาข้อมูลและเขียนออกมาเท่าที่ทำได้แล้ว
ถ้าหากมีข้อผิดพลาดตรงไหนต้องขอโทษด้วยจริงๆนะคะ ^^

เบื่อ... ในเวลานี้คงไม่มีอะไรที่จะสามารถอธิบายอารมณ์ของซงยุนฮยองได้ดีไปกว่านี้แล้วจริงๆ
การที่เด็กหนุ่มวัยสิบแปดปีอย่างเขาต้องมานั่งอยู่บนเตียงสีขาวสะอาดนี่ และทำได้เพียงแค่มองออกไปนอกหน้าต่างอย่างไร้จุดหมายนั้น มันช่างน่าเบื่อสุดๆ...
ความรู้สึกเหมือนอยู่ไปวันๆ พอกินเสร็จ... ก็นอนต่อ... ขยับไปไหนก็แทบไม่ได้ แถมอาหารของโรงพยาบาลยังจืดชืดซะไม่มี
ที่ทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดไปยิ่งกว่านั้น คือการที่เขาไม่สามารถใช้ชีวิตเหมือนอย่างวัยรุ่นผู้ชายทั่วไปได้เลย
ถ้าไม่เป็นเพราะโรคหัวใจบ้าบออะไรนี่ ตอนนี้เขาอาจจะได้ลงไปที่สนามกลางแจ้งพร้อมกับไล่วิ่งเตะฟุตบอลเหมือนอย่างเด็กพวกนั้นแล้ว... นัยน์ตาคู่สวยได้แต่มองเพื่อนวัยเดียวกันกับเขาที่กำลังเล่นกันอย่างสนุกสนานก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ
ว่าแต่นี่มันกี่โมงแล้วนะ... ทำไมหมอนั่นถึงยังไม่มาหาเขาอีก ปกติก็มาตรงเวลาไม่ใช่รึไง?
...หากย้อนกลับไปเมื่อหลายวันก่อน ซงยุนฮยองคงยิ่งรู้สึกเบื่อยิ่งกว่านี้อีก เพราะนอกจากจะต้องนั่งๆนอนๆอยู่ภายในห้องสี่เหลี่ยมคนเดียวแล้ว เขาก็ไม่มีอะไรทำ และไม่มีแม้แต่เพื่อนเล่นเลยซักคน
คงต้องขอบคุณหมอคนนั้นแล้วล่ะมั้ง ที่อยู่ๆก็โผล่เข้ามาให้โดนเขากวนใจเล่นน่ะ
‘สวัสดี... หมอมาจากแผนกจิตเวชนะ’ ชายหนุ่มร่างสูงผิวค่อนข้างคล้ำนั้นเดินเข้ามาแนะนำตัวกับเขาด้วยรอยยิ้มที่ดูเป็นมิตร จำได้ว่าวันนั้นยุนฮยองมองอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนจะไปหยุดลงที่ป้ายชื่อบนหน้าอกข้างซ้ายนั่น ซงมินโฮ... นามสกุลเหมือนเขาเลยแฮะ แต่มันก็ไม่ได้สำคัญอะไรกับเขาอะไรนี่ เพราะสิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ...
‘ผมไม่ได้เป็นบ้าซักหน่อย หมอเข้าห้องผิดรึเปล่าครับ’
‘ฮ่าๆๆ หมอก็ยังไม่ได้บอกว่านายมีอาการทางจิตเลยนี่’
‘ถ้างั้นทำไม...’
‘ก็อย่างที่รู้ๆกัน อีกไม่กี่วันนายต้องเข้ารับการผ่าตัดหัวใจแล้ว ระหว่างนี้หมอต้องทำหน้าที่ตรวจและดูแลสุขภาพจิตของผู้ป่วยควบคู่ไปด้วย นายเองก็เพิ่งอายุไม่เท่าไหร่ คงจะกังวลมากเลยล่ะสิ’
‘ใครว่าผมกังวลกันเล่า ผมไม่ได้เครียดขนาดนั้นซักหน่อย’
‘งั้นเหรอ?... ยังไงก็เถอะ หมอต้องมานั่งคุยกับนายทุกวันอยู่ดี อย่าเพิ่งเบื่อกันซะก่อนล่ะ’
ยุ่งยากชะมัด ทำไมเขาต้องนั่งคุยกับหมอคนนี้เหมือนคนเข้ารักษาอาการทางจิตด้วย
แต่อันที่จริงแล้วหมอก็พูดถูก... เขากังวลอยู่ ใช่... ก็จะไม่ให้เขาเครียดได้ยังไงในเมื่อนี่อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาจะได้หายใจต่อ คนที่ไม่ได้มีร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่เกิดอย่างเขาคงไม่มีทางเข้าใจหรอก
การต้องเข้าๆออกๆโรงพยาบาลตั้งแต่เด็กไม่ใช่เรื่องสนุก และยุนฮยองก็ไม่อยากจะมาที่นี่อีกแล้ว ถ้าหากว่าทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี... เขาก็อาจจะมีสิทธิ์ใช้ชีวิตอย่างคนปกติได้
“มัวแต่คิดอะไรอยู่น่ะเรา” เสียงทุ้มเข้มดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของคุณหมอร่างสูง เขาเดินเข้ามาใกล้กับเตียงที่ยุนฮยองนอนอยู่และเลิกคิ้วถามด้วยความสงสัย
“เปล่าครับ ไม่ได้คิดอะไร”
ถึงจะปฏิเสธออกไปอย่างนั้น แต่ดูเหมือนคนเป็นหมอย่อมรู้ดีอยู่แล้วว่าเด็กหนุ่มกำลังโกหก นัยน์ตาคมมองตามสายตาของคนที่นั่งเล่นอยู่บนเตียงออกไปยังนอกหน้าต่าง ก่อนจะรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังมองดูอะไรอยู่
“อยากเล่นฟุตบอลเหรอ?”
“...” ยุนฮยองเบือนหน้ากลับมามองคนตัวสูงกว่าพลางขมวดคิ้วไปด้วย ทำไมหมอซงคนนี้ถึงได้รู้อีกแล้วนะ “ถึงอยากผมก็เล่นไม่ได้อยู่ดีอะ”
ห้ามวิ่ง ห้ามออกกำลังกาย ต้องกินแต่อาหารที่โรงพยาบาลจัดให้ ต้องกินยาให้เป็นเวลา... ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นกฎเกณฑ์ที่เขาต้องทำตาม ขืนให้ออกไปวิ่งในสภาพแบบนี้ มีหวังคงได้ล้มพับอยู่ตรงนั้นนั่นแหละ
“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ”
“นี่หมอ... อยากฆ่าผมทางอ้อมรึไง”
“หึ... ใช่ซะที่ไหน” ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แต่ยุนฮยองรู้สึกไม่ชอบรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของอีกคนเอาซะเลย “ตามมาสิ นายอยากเล่นบอลไม่ใช่เหรอ”
“ไปไหนครับ?”
“มาเถอะน่า”
แปลก... ก็ปกติพวกเขานั่งคุยกันแต่ในห้องนี้ แล้วทำไมอยู่ๆถึงได้ถูกพาไปที่อื่นล่ะ ถึงจะรู้ว่ามันไม่ได้น่ากลัวอะไร แต่มันก็อดสงสัยไม่ได้จริงๆนี่นา
“ทำไมวันนี้มาช้าอะครับ” เพราะว่าระหว่างทางเดินนั้นมันเงียบเกินไป ยุนฮยองจึงตัดสินใจถามขึ้นมา ทั้งที่จริงแล้วเขาก็ไม่ได้อยากรู้นักหรอก
“พอดีมีธุระต้องไปจัดการนิดหน่อยน่ะ ...ทำไม? คิดถึงหมอ?”
“หาาาา? อย่าคิดไปเองจะได้มั้ยครับ”
“ก็ใครจะไปรู้ล่ะ ฮะๆๆๆ”
ยังมีหน้ามาหัวเราะกันอีกนะ... แล้วไงล่ะ? ถ้าเขาคิดถึงจริงๆมันผิดด้วยงั้นเหรอ? ก็เจ้าตัวเล่นเข้ามาป้วนเปี้ยนวนเวียนอยู่กับเขาจะครบอาทิตย์อยู่แล้ว พอวันนี้มาช้า มันก็เลยอดรู้สึกแปลกๆไม่ได้นี่ แล้วดูนั่น... จะหันมายิ้มด้วยท่าทางใจดีให้เขาอีกทำไม หมอโรงพยาบาลนี้ชอบกวนประสาทคนไข้เหมือนกันหมดรึเปล่านะ
“นี่มันที่ไหนกันครับ”
“ห้องทำงานของหมอเอง”
“แล้ว... หมอพาผมมาที่นี่ทำไม?”
แทนที่จะตอบคำถามนั้น ชายหนุ่มร่างสูงกลับเดินไปที่มุมห้องเหมือนกำลังค้นหาอะไรซักอย่าง ก่อนจะเดินกลับมาที่โต๊ะทำงานอีกทีพร้อมกับโต๊ะเกมส์ฟุตบอลขนาดเล็ก
“เล่นบอลกัน”
“ห้ะ?” ยุนฮยองขมวดคิ้วจนยุ่งขณะมองคนตรงหน้าอย่างไม่ค่อยเข้าใจนัก
“นายอยากเล่นบอลนี่ แต่นายวิ่งไม่ได้ งั้นเราก็มาเล่นกันแบบนี้นั่นแหละ สนุกนะ หมอชอบเล่นกับเพื่อนบ่อยๆ” เจ้าของเครื่องเล่นตรงหน้าว่าพลางเข้าประจำตำแหน่งอย่างเรียบร้อย “มาแข่งกันมั้ยล่ะ?”
“ท้าผมเหรอ?”
“ก็ใช่ไง วันนี้หมอไม่มีงานแล้ว ให้เล่นกับนายทั้งวันยังได้”
“คอยดูเถอะ... แล้วหมอจะเสียใจที่มาท้าผม” รอยยิ้มถูกแต้มบนมุมปากของเด็กหนุ่ม ก่อนที่การแข่งขันจะเริ่มต้นขึ้นภายในห้องทำงานเล็กๆนั้น
.
.
.
“เย้~!!” เสียงตะโกนดีใจดังขึ้นมาจากในห้องทำงานของซงมินโฮอีกครั้ง หลังจากที่เด็กหนุ่มอีกคนสามารถทำประตูได้ด้วยการยิงเข้าโกล์ไปอย่างแม่นยำ “สิบแปดต่อหก!! หมอแพ้ผมแล้วนะ”
“อ่า... แย่ชะมัด”
“บอกแล้วไงว่าหมอจะต้องเสียใจ”
“ก็ได้ๆ หมอยอมแพ้แล้ว หึ...” คนที่ตัวสูงกว่าเอ่ยพร้อมกับยื่นมือเข้ามาขยี้ผมของยุนฮยองเบาๆ “กลับห้องได้แล้วมั้ง พ่อแม่นายน่าจะใกล้มาเยี่ยมแล้วล่ะ”
“ห้ะ?... เอ่อ ครับ พ่อกับแม่ผมคงเลิกงานพอดี”
ทำไมอยู่ๆหัวใจของเขาถึงได้เต้นแปลกๆแบบนี้นะ... ระหว่างที่กำลังเดินกลับห้องประจำไปพร้อมๆกับคุณหมอซงนี่ ยุนฮยองได้แต่คิดด้วยความสงสัย ก่อนจะเลื่อนมือขึ้นมากุมที่หน้าอกข้างซ้ายโดยไม่รู้ตัว
“เป็นอะไรไปรึเปล่า? นายเจ็บหน้าอกเหรอ?”
“...เปล่าครับ ไม่มีอะไร”
“แน่ใจนะ?”
“แน่ใจครับ ...ถึงห้องผมแล้ว ส่งแค่นี้ก็ได้”
“อืม ถ้าไม่เป็นไรก็ดีแล้ว อีกไม่กี่วันนายต้องผ่าตัด ดูแลตัวเองดีๆล่ะ จริงๆวันนี้นายอุตส่าห์ชนะเกมทั้งที มีอะไรที่อยากได้บ้างมั้ย?”
“ผมเหรอ?...” ผู้ป่วยร่างบางก้มหน้าคิดหาคำตอบที่ล่อยลอยอยู่ภายในหัวของตัวเอง เขาไม่รู้นี่ว่าต้องการหรืออยากได้อะไร แต่ถ้าจะให้ขอจากคนตรงหน้านี่ล่ะก็... “วันที่ผมผ่าตัด”
“...”
“คงจะดีถ้าหมออยู่ด้วย”
“ได้สิ”
“ครับ?” ยุนฮยองเงยหน้าขึ้นมาทันทีที่ได้ยินอย่างนั้น
“หมอบอกว่าได้ ...จะพยายามเคลียร์งานนะ”
“อ่าครับ... ขอบคุณนะครับ” พูดจบเพียงเท่านั้น เด็กหนุ่มก็เปิดประตูหนีเข้าห้องไปโดยไม่เข้าใจเหมือนกันว่าตัวเองกำลังหนีอะไร และที่ยิ่งไปกว่านั้น คืออาการเต้นตุบๆของหัวใจของเขาก็ยังคงอยู่ แถมความร้อนผ่าวที่เกิดขึ้นบนใบหน้านี่ยังมารบกวนความคิดของเขาอีก ...นี่เขาเป็นบ้าอะไรไป
มันต้องเป็นเพราะว่าเขาอยู่กับหมอโรคจิตมากเกินไปแล้วแน่ๆ...
.
.
.
แต่ละวันที่ผ่านไปนั่นช่างรวดเร็วจนน่าตกใจ... ทุกๆวันเด็กหนุ่มต้องลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมกับความหวังที่จะได้นั่งพูดคุยกับคุณหมอคนโปรดที่เจ้าตัวก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเผลอให้ตำแหน่งนั้นไปตั้งแต่เมื่อไหร่
พรุ่งนี้แล้วที่ยุนฮยองจะต้องเข้ารับการผ่าตัด แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมอยู่ๆเขาถึงได้รู้สึกกลัวขึ้นมา ถ้าหาก... ถ้าหากว่าเขาทำไม่ได้ล่ะ นอกจากพ่อแม่แล้ว เขาก็จะไม่ได้เจอหมอซงอีกด้วยใช่มั้ย เพียงแค่คิดอย่างนั้น... ความกล้าทั้งหมดก็แทบหายไปจนเขารู้สึกไม่อยากผ่าตัดเลย
แล้วทำไมวันนี้หมอซงถึงได้มาสายอีก... นี่มันสายกว่าครั้งก่อนเลยนะ
เด็กหนุ่มเจ้าของร่างผอมบางค่อยๆก้าวลงจากเตียงขณะที่คิดว่าจะออกสูดอากาศข้างนอกเสียหน่อย ในเมื่ออีกฝ่ายไม่มาหา งั้นเขาก็ไปหาเองแล้วกัน ...เรียวขาเล็กก้าวไปตามทางเดินของโรงพยาบาลก่อนจะหยุดลงเมื่อเห็นร่างคุ้นตาของใครบางคน
มุมปากทั้งสองข้างถูกยกยิ้มขึ้นมาอย่างดีใจขณะที่กำลังก้าวขาเข้าไปหาคุณหมอที่ยืนอยู่ตรงนั้น
แต่ยังไม่ทันไร ยุนฮยองก็ต้องหยุดตัวลงเพราะเห็นว่ามีพยาบาลเดินเข้าไปหาร่างสูงของคุณหมอซงนั่น ดูเหมือนว่าพวกเขาจะกำลังคุยเรื่องงานกันอยู่นะ เพราะงั้นเขาเลยกะว่าจะรอยู่ตรงนั้นต่อไปเพื่อให้พวกเขาคุยกันเสร็จก่อน
“พรุ่งนี้ผมมีตารางงานด้วยเหรอ? ทำไมไม่เห็นรู้เลย”
“เป็นเคสด่วนที่เพิ่งย้ายมาน่ะค่ะ และนี่ก็เป็นแฟ้มข้อมูลคนไข้”
“แต่ว่าพรุ่งนี้ผม... ไม่มีคนอื่นแล้วจริงๆเหรอครับ”
“อ่า... เกรงว่าจะไม่มีนะคะ ก็เห็นว่ามีคุณหมอซงว่างอยู่คนเดียวนี่แหละค่ะ”
“เอาไงดี... ผมอยากแลกเวรนะ ถ้ามีคนอยากแลกรบกวนรีบบอกผมด้วยได้มั้ย”
“คงจะยากหน่อย แต่ดิฉันจะพยายามสอบถามให้นะคะ”
“ขอบคุณมากครับ”
...แย่ชะมัด ทำไมสิ่งที่เพิ่งได้ยินมันถึงทำให้เขารู้สึกแย่ถึงขนาดนี้นะ แม้ว่าอยากจะก้าวเท้าออกไปจากตรงนี้มากมายซักเท่าไหร่ มันก็ยากเกินกว่าจะทได้จริงๆ
“อ้าว ยุนฮยอง... นายออกมาทำอะไรอยู่ตรงนี้” คุณหมอร่างสูงที่หันมาเห็นเขานั่นเดินตรงเข้ามาถามอย่ารวดเร็วจนเขาตั้งตัวไม่ทัน
“ผม... แค่ออกมาเดินเล่น”
“เมื่อกี้นี้นายคงจะไม่...”
พอได้ยินแบบนั้นเด็กหนุ่มก็ลังเลที่จะเงยหน้าขึ้นมามองอีกฝ่าย “ช่างมันเถอะครับ ไม่เป็นไรหรอก”
“นายก็รู้ว่าโกหกหมอไม่เก่ง”
“...” ในเมื่อรู้อยู่แล้วยังจะมาถามเขาอีกทำไมล่ะ “ก็ได้... ผมไม่ชอบคนผิดสัญญา ไม่ชอบ... แล้วก็เกลียดมากๆด้วย”
ไงล่ะ... พอเขาพูดออกมาตรงๆแล้วทำไมถึงได้ยืนนิ่งอย่างนั้น ว่าแล้วเชียว... ในเมื่อเขาพูดไปก็รับไม่ได้ แล้วจะให้เขาพูดมันออกมาทำไม
ยุนฮยองตัดสินใจหันหลังแล้วเดินกลับไปตามทางโดยไม่คิดจะหันกลับไปมองร่างสูงอีกครั้ง ช่างเถอะ ยังไงตอนนี้ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงได้ พรุ่งนี้เขายังต้องผ่าตัดอยู่ดี... แต่ตอนนี้เขาแค่ขอเวลาอยู่คนเดียวซักพักก็พอ เพราะดูเหมือนว่าอีกฝ่ายก็ไม่คิดจะตามเขามาเหมือนกัน...
ในห้องสี่เหลี่ยมนี่มันเงียบชะมัด... เงียบกว่าครั้งแรกที่เขาเข้ามานอนในโรงพยาบาลนี่อีก
เด็กหนุ่มนั่งกอดเข่าอยู่บนเตียงขาวสะอาดนั้นเพียงลำพังขณะที่คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย จนกระทั่งได้ยินเสียงเคาะประตูนั่นแหละ เขาถึงได้เงยหน้าขึ้นมาอย่างมีความหวัง แต่ทว่าคนที่เปิดประตูเข้ามากลับเป็นพยาบาลสาวที่คงเอายาเข้ามาให้เขาเท่านั้น...
“ได้เวลาทานยาแล้วนะคะ” เธอพูดเสียงนุ่มขณะเดินเข้าใกล้ๆแล้วส่งยาให้
เด็กหนุ่มรับยามากมายเหล่านั้นแล้วโยนเข้าปากทีเดียวรวดด้วยความเคยชิน ก็นะ... หวังว่าหลังจากนี้เขาจะได้กินมันน้อยลงบ้าง
“พรุ่งนี้ต้องเข้าผ่าตัดแล้วสินะคะ ได้ยินว่าคุณหมอซงสัญญากับคุณไว้ว่าจะอยู่ด้วยในวันผ่าตัด” จะว่าไปแล้ว... ยุนฮยองก็เพิ่งสังเกตว่าพยาบาลคนนี้เป็นคนเดียวกันกับคนที่เขาเห็นเมื่อครู่ “แต่น่าเสียดายที่มีงานเข้ามาซะก่อน ตอนนี้คุณหมอแกวิ่งวุ่นใหญ่เลยล่ะค่ะ”
“อะไรนะครับ?”
“ก็คุณหมอน่ะสิคะ พยายามจะแลกเวรให้ได้เลย ตอนนี้ก็คงวิ่งไปทั่วโรงพยาบาลแล้วมั้ง”
“จ..จริงเหรอครับ?” บ้าน่า... เขานึกว่าพอพูดออกไปตรงๆอย่างนั้นแล้วจะโดนอีกฝ่ายโกรธซะอีก
“จริงสิคะ ถ้าแลกได้ก็คงดีเนอะ”
“อ่า... ครับ” เด็กหนุ่มตอบรับเบาๆก่อนจะก้มหน้าลงมองปลายเท้าของตัวเองอย่างเลื่อนลอย ในขณะที่คุณพยาบาลคนนั้นขอตัวออกไปจากห้องเรียบร้อยแล้ว
ทำยังไงดีล่ะ เขาไม่คิดเลยว่าตัวเองจะสำคัญอะไรขนาดนั้น จริงๆมันก็เป็นแค่คำขอธรรมดาของคนป่วยที่อีกฝ่ายจะไม่สนใจก็ได้ แต่คุณหมอซงคนนั้นก็ยังรับปาก แถมยังจะทำตามสัญญาให้ได้ด้วย
แล้วเมื่อกี้นี้เขาพูดแรงเกินไปมั้ยนะ... ทั้งที่มันไม่ใช่ความผิดของหมอเลย การที่อยู่ๆก็มีงานเข้ามาอย่างเร่งด่วนนั้น มันไม่ใช่ความผิดของใคร...
ยุนฮยองตัดสินใจลงจากเตียงอีกครั้งแล้วรีบก้าวขาอย่างรวดเร็วเพื่อตามหาคนที่กำลังทำเพื่อเขาอยู่ น่าเสียดายที่โรงพยาบาลนี้กว้างเกินกว่าที่เขาจะใช้เวลาไม่นาน เรียวขาเล็กยังคงเดินต่อไปเรื่อยๆก่อนจะเร่งความเร็วจนแทบกลายเป็นการวิ่งไปจนทั่วทางเดิน
ที่ห้องทำงานก็ไม่อยู่... แน่ล่ะ อีกฝ่ายคงกำลังทำงานหนักเพราะเขาเช่นกัน ตอนนี้ยุนฮยองไม่รู้ว่าควรทำยังไงต่อดีแล้ว เขาแค่รู้สึกอยากจะขอโทษก่อนที่จะไม่มีโอกาสพูดคำนั้นออกมา แต่ว่าทำไมกันนะ... ทำไมเขาถึงได้รู้สึกเหนื่อยอย่างนี้
เหงื่อที่เกาะพราวและไหลลงมาตามโครงหน้าทำให้เด็กหนุ่มเริ่มรู้สึกตัวว่าเขาเพิ่งใช้กำลังในการวิ่งมากเกินไป... มันรู้สึกจุกแน่นไปทั่วหน้าอก และโดยไม่ทันรู้ตัว... เขาก็ล้มพับลงไปนอนอยู่บนพื้นเรียบร้อยแล้ว
ไม่ได้นะ... เขายังไม่ได้ขอโทษคุณหมอเลย เขาจะมาง่วงตอนนี้ไม่ได้ อา... แต่ทำไมดวงตานี่ถึงไม่ยอมเชื่อฟังกันซะเลย ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้าเขาดูพร่าเลือนไปหมด และสุดท้ายแล้ว... มันก็ถูกดับวูบลงไป
.
.
.
ร่างสูงของชายหนุ่มผิวเข้มเดินตรงขึ้นบันไดมาเรื่อยๆจนถึงดาดฟ้าตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้... บุหรี่ในมือถูกยกขึ้นมาสูบอย่างต่อเนื่อง ควันบุหรี่ถูกอัดเข้าปอดซ้ำแล้วซ้ำเล่า... ดูเหมือนว่าหลังๆมานี่เขาจะติดมันมากเกินไปซะแล้ว
ดวงตาคมทั้งสองข้างเหม่อมองออกไปยังท้องฟ้ากว้างแล้วก็อดคิดถึงใครบางคนในความทรงจำไม่ได้... ใครบางคนที่ไม่เคยเลือนหายไปจากใจของเขาได้เลย...
...
....
“คิดอะไรอยู่ครับ?” เสียงนั้นดังขึ้นพร้อมกับการที่เด็กหนุ่มในชุดนักเรียนเดินเข้ามายืนอยู่ทางด้านข้างเขา และนั่นก็ทำให้มินโฮถึงกับต้องรีบดับบุหรี่ลงในทันที
“ก็...”
“คิดถึงผมอะดิ”
“หึ... โดนรู้ทันจนได้ นายก็เดาใจเก่งเหมือนกันนี่ซงยุนฮยอง”
“นี่ผมก็กะว่าจะลองไปสอบจิตแพทย์ดูเหมือนกันนะ”
“ก็ลองดูสิ”
“ครับ” ใบหน้าหวานคมนั้นหันมายิ้มให้เขาซะกว้างก่อนจะระบายยิ้มอ่อนๆ “ขอบคุณนะครับ... ถ้าวันนั้นหมอไม่มาเห็นผมพอดี ผมอาจจะไม่ได้มายืนอยู่ที่นี่ในเวลานี้ก็ได้”
“นายพูดถึงเรื่องนั้นอีกแล้ว...”
“ไม่รู้สิ... ถึงความทรงจำนั้นมันจะมีเรื่องที่น่ากลัวอยู่บ้างตอนที่ผมคิดว่าตัวเองต้องตายแล้วแน่ๆ แต่มันก็ยังมีเรื่องราวดีๆระหว่างผมกับหมออยู่นะ พอนึกถึงทีไรมันก็เลยอดพูดขึ้นมาไม่ได้”
“ขอบใจเหมือนกันนะ...” น้ำเสียงทุ้มเข้มนั้นเอ่ยออกมาก่อนจะดึงร่างเล็กของอีกฝ่ายเข้าไปกอดเอาไว้แน่น “ขอบใจที่นายยังยืนอยู่ตรงนี้”
“ไม่เป็นไรหรอกครับ ตราบใดที่หัวใจผมยังไม่หยุดเต้น... ผมไม่มีทางทิ้งหมอไปไหนหรอก”
